เพราะว่า...ไม่มีทางเลือกอื่น...จึงต้องเลือก
เพราะว่า...เป็นคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับผู้ล่วงลับ...จึงมิอาจบิดผัน
เพราะว่า...ต้องการให้คนคนหนึ่งมีความสุข...จึงต้องเลือกกระทำ
คำมั่นสัญญา...กับศักดิ์ศรีที่มี...วางอยู่บนคานคนละฝั่งฟากของตาชั่ง
และ...ตอนนี้...ฝนก็ยัง...ไม่หยุดตก...
Anything and Everything 3
First Call
ชาเอิร์ลเกรย์สีคล้ายน้ำผึ้งส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาจากแก้วใบใส ที่ใส่ใบชาอันน้อยรูปร่างคล้ายหีบสมบัติสีเงินจมอยู่เงียบๆที่ก้นแก้วใต้ของเหลวสีประหนึ่งทอง ราวกับรอคอยให้ผู้ดื่มได้ค้นพบหีบน้อยๆนั่นในตอนท้าย หากแต่...จนแล้วจนเล่า เวลาล่วงเลย หีบใบงามก็ยังไม่โผล่พ้นน้ำ เพียงเพราะ...แก้วชาใบสวยยังคงวางอยู่ตรงนั้น โดยไม่มีผู้ใดแตะต้อง...
นัยน์ตาคู่งามทอดมองออกไปนอกหน้าต่างร้านกาแฟขาประจำที่เป็นเหมือนกระจกใส ที่โลกภายนอกนั่น ม่านฝนสีเทาทึบได้แบ่งแยกฟากฟ้าออกเป็นสองฝั่งฟาก เม็ดฝนเย็นเยียบกระทบกับกระจกหน้าต่างเสียงดังเผาะๆ ก่อนจะกลิ้งไหลลงไปรวมกับตามแอ่งบนพื้นถนน ทิ้งให้เห็นเป็นรอยทางยาวของน้ำบนกระจกบาง...วันนี้...ฝนก็ยังคงตก...เช่นเดียวกับสายฝนที่ยังคงสาดเทในใจของเขา...
สายฝน...ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด...ตั้งแต่วันที่ครอบครัวของเขาประสบกับโศกนาฏกรรมครั้งแรก...เรื่องเลวร้ายก็หมุนเวียนถาโถมซัดเข้ามาซ้ำๆราวกับพายุบ้า...มีครั้งหนึ่ง ที่ดูราวกับเม็ดฝนจกสร่างซา แต่สุดท้ายแล้ว...มันก็ยังคงกระหน่ำใส่พวกเขาซ้ำๆ...
คิด...ไม่ตก กับปัญหาที่มี...เขาสูญเสียงานที่มีไปแล้ว และตอนนี้...ลูเคียจะทำอย่างไร...
เขาจำได้ดีถึงวันที่ประกาศผลสอบมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการส่งมาถึงบ้านของพวกเขา เขาจำได้ดีว่าตอนฉีกซองจดหมายเปิดออก มือของน้องสาวของเขาสั่นระริกเพียงไร มือน้อยๆนั่น...ฉีกซองเปิดออก นิ้วเรียวเล็กสั่นเทายามหยิบกระดาษแจ้งผลขึ้นคลี่ออกอ่าน และ...เขาจำได้ดีที่สุด...ว่ารอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความปีติของน้องสาวของเขา...งดงามและมีค่ามากเพียงไร...เพราะเหตุนี้ เขาจึงไม่อยากให้ลูเคียสูญเสียรอยยิ้มนั้นไป
เพราะเหตุนี้...เรื่องที่เขาสูญเสียงานไป จึงยังคงปิดไว้เป็นความลับ
แต่...เขาควรจะทำอย่างไร ค่าธรรมเนียมก็ได้ชำระไปแล้ว มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเช่นนั้น ค่าเทอม ค่าหน่วยกิต ย่อมสูงเป็นธรรมดา แล้ว...เขาจะไปเอาเงินมาจากไหน...
นี่...เบียคุยะ นัยน์ตาสีนิลละจากหน้าต่างบานใส หันกลับไปมองทางต้นเสียง ก็เห็นเจ้าของร้านกาแฟแห่งนี้ละจากหลังเคาน์เตอร์ที่ประจำออกมายืนที่ข้างๆโต๊ะเขา ใบหน้าของชายวัยกลางคนฉายไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย เคียวราคุเป็นเจ้าของร้านที่ดีเสมอ นอกจากจะชงกาแฟได้อร่อยแล้ว เขายังสนิทสนมและเข้าใจลูกค้าทุกคนได้ดีราวกับเป็นเพื่อนที่สนิทกันมานาน...
มีเรื่องไม่สบายใจอะไรรึเปล่า นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ชุนซุยถามคำถามนี้ และครั้งนี้เขาก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าชายหนุ่มจะให้คำตอบกับเขา
ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่... นัยน์ตาสีนิลเลื่อนจากใบหน้าของเจ้าของร้านไปยังหีบใส่ชาในถ้วยแก้ว คิดอะไรเรื่อยเปลื่อย
ชุนซุยถอนหายใจ ก่อนจะวางมือลงบนไหล่ของชายหนุ่ม นี่ เบียคุยะ อย่าปิดกันเลยน่า มีอะไรก็ระบายออกมาซะบ้างดีกว่าเก็บเอาไว้ให้อึดอัดคนเดียวนะ ทั้งชั้นทั้งอุคิทาเกะน่ะ พร้อมจะรับฟังอยู่เสมอ รับรองว่าไม่เอาไปบอกใครหรอก เชื่อสิ แค่เบียคุยะมีเรื่องกลุ้มใจทำไมเขาจะไม่รู้ หากไม่รู้ได้ด้วยท่าที การที่ชายหนุ่มเปลี่ยนจากเครื่องดื่มขาประจำอย่างเอสเพรสโซ่มาเป็นชาเอิร์ลเกรย์ก็เป็นเรื่องผิดสังเกตพออยู่แล้ว
...ผมปิดคุณไม่ได้เลยสินะ ชายหนุ่มยิ้มเศร้าๆ ก่อนจะยกชาขึ้นจิบ รสชาติดขมเล็กๆแต่หวานลิ้นในตอนท้าย เกรย์...เอิร์ลเกรย์...ชื่อของมันก็เหมือนกับฟากฟ้าในยามนี้...สีเทาหม่นดุจเดียวกับเมฆฝนทึบที่กลั่นตัวเป็นหยาดน้ำฝนอันเย็นเยียบ...
คุณเคียวราคุ ผมตกงานแล้วล่ะครับ
หา อะไรนะ นี่ไอเซ็นไล่พนักงานดีเด่นอย่างเธอออกรึ เป็นไปได้ยังไง!? มันเกิดอะไรขึ้น ไหน เล่ามาซิ ชุนซุยลากเก้าอี้มานั่งข้างๆชายหนุ่ม
เบียคุยะถอนหายใจ ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เคียวราคุฟัง ทว่า...ระหว่างที่ชายหนุ่มเล่าเรื่องราว พวกเขาหาได้สังเกตว่ามีลูกค้าอีกคนได้มาเยี่ยมเยียนร้านกาแฟแห่งนี้
แต่พออุคิทาเกะที่รับหน้าที่ดูแลเคาน์เตอร์แทนเคียวราคุทำท่าว่าจะเอ่ยทัก ชายผู้มาใหม่กลับจุ๊ปากให้ชายผมขาวนั้นเงียบเสียงเสีย ถึงอาบาราอิ เร็นจิ จะเป็นคนที่เอะอะมะเทิ่งไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วก็นับเป็นเพื่อนและลูกค้าที่ดีคนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว...ความมีน้ำใจของชายหนุ่ม นับว่าหาตัวจับได้ยาก คิดดังนั้นแล้ว อุคิทาเกะเงียบเสีย ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในครัว เพื่อเตรียมกาแฟกับของหวานที่ชายผมแดงขอบมาเสิร์ฟให้อย่างรู้งาน
หากแต่...อุคิทาเกะไม่ได้รู้เลยว่า...ตอนนั้น จะเป็นการเริ่มต้นของอีกเรื่องราวระหว่างคนสองคนที่อาจหรือไม่อาจจบลงด้วยดีก็เป็นได้...
ในร้านกาแฟเล็กๆ เรื่องราวกำลังดำเนินไปอย่างเงียบๆ โดยมีผู้รับฟังมากกว่าหนึ่ง จนกระทั่ง...
บ๊อก! เสียงใสดังมาจากทางห้องครัว
มิโนรุ! เด็กชายตัวเล็กวิ่งออกมาจากประตูหลังเคาน์เตอร์ ก่อนที่อุคิทาเกะจะห้ามไว้ได้ทัน
เบียคุยะรีบหันขวับไปมอง ก็เห็นชาย โรคจิต ที่เขาเจอที่ร้านนี้เมื่อวันก่อนนั่งเท้าคางอย่างวางมาดอยู่ที่โต๊ะด้านหลัง
นาย...!
โหสินะ แต่ชั้นไม่ได้มีเจตนาจะแอบฟัง แค่บังเอิญผ่านมาได้ยินเข้าก็เท่านั้นแหละ ชายหนุ่มผมแดงเปลี่ยนจากท่าเท้าคางมานั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าอย่างไม่ยี่หระ และถึงชายหนุ่มจะบอกว่าไม่ได้มีเจตนาจะแอบฟัง แต่เบียคุยะไม่มีท่าทีว่าจะเชื่อเลยสักนิด มิหนำซ้ำ...ไอ้ท่าทีกร่างไม่เกรงใจใครแบบนั้น ยิ่งทำให้หนุ่มหน้าหวานยิ่งฉุนหนักกว่าเก่า
อ้าว เร็นจิคุง มานานรึยัง จะสั่งอะไรรึเปล่า ชุนซุยรีบเอ่ยห้ามทัพ ก่อนจะหันไปหามิโนรุ มิโนรุ เข้าไปเล่นข้างในสิลูก ผู้ใหญ่เขาจะคุยกัน
ทันใดนั้นเอง อุคิทาเกะก็เดินกลับออกมาจากครัว พร้อมกับขนมหวานที่เร็นจิชอบ เสิร์ฟพร้อมๆกับเครื่องดื่มขาประจำเช่นเดียวกัน โทษทีนะ แต่เด็กคนนี้อยู่ไม่สุขเลย เล่นเอาวุ่นไปเหมือนกัน ชายผมขาวกล่าวยิ้มๆ ก่อนจะเดินเข้าไปอุ้มมิโนรุ
ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณอุคิทาเกะ มิโนรุเค้าก็สนไปตามเรื่องแหละครับ เบียคุยะว่า
เด็กชายได้ฟังก็ยิ่งเรียก ต่ายๆ พลางชี้นิ้วไปด้วย
อุคิทาเกะผงกหัวเป็นเชิงขอโทษให้ชายหนุ่ม ก่อนจะอุ้มมิโนรุกลับเข้าไปข้างใน สักพักก็ได้ยินเสียงโครมครามเป็นการใหญ่ พร้อมๆกับเสียงอุคิทาเกะเรียก เคียวราคุ เข้ามาช่วยกันหน่อยสิ! ตามมาด้วยเสียงโครมครามอีกยก
ชุนซุยได้ฟังก็ยักไหล่ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง สงสัยชั้นคงต้องเข้าไปดูข้างในหน่อยแล้วล่ะ เจ้ามิโนรุนี่ซนจริงๆ อ้อ แล้วพวกนายก็คุยกันดีๆล่ะ อย่าทำร้านชั้นพังไปซะก่อน ฮะๆๆ ชายหนุ่มว่า น้ำเสียงเจือไปด้วยอารมณ์ขัน ก่อนจะเดินหายเข้าไปในครัวอีกคน ทิ้งให้เร็นจิกับเบียคุยะอยู่กันสองต่อสอง
ความเงียบเข้าปกคลุม ณ สถานที่นั้นอยู่พักใหญ่ มีเพียงเสียงเอะอะจากในครัวที่ดังลอดมาให้ได้ยินเท่านั้น จนในที่สุด เมื่อความเงียบระหว่างคนสองคนหนักอึ้งจนรู้สึกอึดอัด เร็นจิที่มีความอดทนน้อยกว่าจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบลง นี่! ชั้นก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ตั้งใจจะมาแอบฟังน่ะ!
เบียคุยะจ้องมองเร็นจิด้วยสายตาเย็นชาแกมรังเกียจ เห็นอยู่ชัดๆว่ามาแอบฟังยังจะแก้ตัวน้ำขุ่นๆ คิดว่าคำพูดคนโรคจิตอย่างนาย ชั้นจะเชื่อรึไง คำพูดเองก็เย็นเยียบไม่แพ้สายตาที่จ้องมองมา
คำก็โรคจิต สองคำก็โรคจิต ชั้นปกติดีนะเฟร่ย จะดูใบตรวจสุขภาพไหมล่ะ!
ไม่จำเป็น
.....ชั้นขอโทษละกัน
อะไรนะ
เร็นจิเกาหัวน้อยๆ ก่อนจะกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่สุภาพกว่าทีแรก ผมขอโทษที่บังเอิญมาได้ยินเรื่องที่คุณไม่อยากให้ได้ยิน แล้วก็เรื่องเมื่อวันก่อน ถึงจะดูเป็นคนเถื่อนๆ แต่เพราะว่าเป็นถึงหลานชายชองเจ้าของกิจการน้ำหอมรายใหญ่ อาบาราอิ เร็นจิ รู้ดีถึงมารยาทสังคมเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...กับคนที่สนใจด้วยแล้ว จะยอมเสียศักดิ์ศรีเป็นฝ่ายขอโทษก่อนสักเล็กน้อยก็ถือว่าไม่เป็นไร
คิ้วเรียวของเบียคุยะเลิกขึ้นเล็กน้อย ด้วยประหลาดใจกับท่าทีที่อยู่ดีๆก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือของอีกฝ่าย
ผมชื่อ อาบาราอิ เร็นจิ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 โตได คณะสถาปัตยกรรม ผมชื่นชอบศิลปะการออกแบบและวาดรูปเป็นพิเศษ เพราะงั้นเวลาเห็นใครหรืออะไรที่มีเสน่ห์ทางศิลปะ ผมก็นิสัยเสียชอบเอามาเป็นแบบเขียนรูปอยู่เรื่อย ต้องขอโทษด้วยนะครับที่เสียมารยาท
//มะ มีเสน่ห์ทางศิลปะ...!?//
ถะ ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะบอกกันก่อนสิ ใบหน้างามขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย ริมฝีปากเรียวบ่นตะกุกตะกัก ฟังดูเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า...มีเสน่ห์ทางศิลปะ ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งจะเคยถูกผู้ชายด้วยกันชมแบบนี้ รู้สึกกระดากอย่างบอกไม่ถูก... แต่กระนั้น เขาก็ยังไม่ลืมมารยาทที่ได้รับการสั่งสอนมาเป็นอย่างดี ชายหนุ่มพยายามตีหน้าตายกลบเกลื่อนเลือดฝาดบนใบหน้า ก่อนจะเอ่ยตอบ คุจิกิ เบียคุยะ ยินดีที่ได้รู้จัก
นัยน์ตาสีแดงกับไวน์องุ่นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่ริมฝีปากของชายหนุ่มจะขยับยิ้ม ที่แท้ก็คุณชายตระกูลคุจิกินี่เอง เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รู้จักคุณ
คุณไม่ต้องเรียกผมว่าคุณชายก็ได้ อีกฝ่ายตอบ นัยน์ตาสีเดียวกับรัตติกาลฉายแววสร้อยเศร้า เรื่องที่ธุรกิจชองตระกูลเขาล้มละลาย ใครๆก็รู้กันหมด นอกจากนั้น เร็นจิเอง ยังได้ยินเรื่องที่เขาถูกไล่ออกจากงานแล้วด้วย
ถ้ายังงั้น คุณคุจิกิ อย่าหาว่าผมเสียมารยาทเลยนะ ผมรู้ว่าตอนนี้คุณกำลังเดือดร้อนเรืองเงิน ผมสามารถช่วยคุณได้นะ
นัยน์ตาของเบียคุยะหรี่เล็กลง อัญมณีสีนิลฉายแววไม่พอใจ ขอบคุณสำหรับน้ำใจครับ คุณอาบาราอิ แต่ผมไม่จนตรอกถึงขนาดต้องพึ่งคนที่เพิ่งรู้จักกันอย่างคุณ น้ำเสียงสุภาพเปลี่ยนกลับมาเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็งอีกครั้ง รู้ดีว่าอีกฝ่ายเสนอทางออกมาให้ แต่กับคนที่เพิ่งรู้จักกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ภาพพจน์แรกในสายตาเขาไม่สู้ดีนัก ยังไงๆก็ไม่มีทางยอมรับได้
ถือซะว่าเป็นการขอโทษก็ได้นะครับ เร็นจิว่า
คำขอโทษของคุณ ผมจะรับไว้ แต่ถ้าจะให้ผมรับเงินของคุณ คงเห็นจะไม่ได้ ผมขอตัวก่อนนะครับ เบียคุยะตอบ คุณเคียวราคุ คุณ
ที่ด้านนอกร้าน...สายฝนยังคงกระหน่ำมาไม่หยุด...
เดี๋ยวก่อน เบียคุยะคุง เอาร่มนี่ไปด้วยสิ อุคิทาเกะเดินออกมาพร้อมกับร่มคันหนึ่ง แต่ช้าไป...ชายหนุ่มได้จากไปแล้ว เหลือไว้แต่เพียงแขกเพียงคนเดียวในร้าน...
..
..
..
อ๋า! พี่คะ ไปทำอะไรมาน่ะ เปียกหมดเลย ร่มก็ไม่เอาไป ดูสิ! เด็กสาวเห็นพี่ชายที่กลับมาบ้านตัวเปียกปอนไปหมด ก็รีบวิ่งไปเอาผ้าขนหนูมาให้ รีบไปอาบน้ำก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวก็ได้เป็นหวัดกันพอดี!
พี่แข็งแรงดี ไม่เป็นหวัดง่ายๆ ไม่ต้องหรอก ลูเคีย เบียคุยะตอบ แต่ก็รับผ้าเช็ดตัวมาแต่โดยดี ร่างงามสั่นน้อยๆด้วยความหนาวเหน็บ
อย่ามาปากแข็งกะหนูเลย ตัวสั่นยังงี้จะบอกว่าไม่เป็นไรได้ยังไงคะ รีบๆไปอาบน้ำเถอะค่ะ!
รู้แล้วๆ คนเป็นพี่ว่า ไปพักผ่อนเถอะ พี่ดูแลตัวเองได้ ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปยังห้องส่วนตัวของตน
แอ๊ด...
ทันทีที่ประตูปิดลง ชายหนุ่มก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น โดยไม่ใส่ใจเลยสักนิดว่าพรมที่ปูห้องไว้จะเปียก เวลา...กระชั้นชิดเข้ามาทีละน้อย...จากหนึ่งเดือนก็เหลือเพียงสองอาทิตย์...อีกสองอาทิตย์ลูเคียก็จะเปิดเทอมแล้ว...แล้ว...เขาจะไปเอาเงินที่ไหน... ทำอย่างไร...จึงจะสามารถรักษารอยยิ้มของน้องสาวคนนี้เอาไว้ได้... มือเรียวกระชับผ้าขนหนูที่เด็กสาวเอามาให้ไว้แน่น ลายปักกระต่ายที่ชายผ้าข้างหนึ่งบอกให้รู้ว่า นี่เป็นผ้าขนหนูผืนรักผืนโปรดของผู้เป็นน้องสาว...
ลูเคีย...พี่ขอโทษนะ...
หากไร้สิ้นซึ่งหนทางจริงๆ ลูเคียคงจะต้องออกจากโตได...
หากลูเคียต้องออกจากโตได้ คำสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ว่าจะทำให้น้องคนนี้มีความสุข ยังจะเรียกว่าคำสัญญาอีกหรือ...
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ วางผ้าขนหนูพาดไว้กับราว และปลดกระดุมเสื้อออก หากแต่... นัยน์ตาสีดำสนิทเบิกกว้างขึ้น เมื่อรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในกระเป๋าเสื้อ ชายหนุ่มหยิบมันออกมา...
//กระดาษ...?//
มันเป็นกระดาษแผ่นเล็กๆพับสี่ทบ และแม้ว่ามันจะชื้นไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับลุ่ยไม่มีชิ้นดี เบียคุยะจับกระดาษนั้นคลี่ออกดู กลิ่นน้ำหอมจางๆฟุ้งออกมาจากกระดาษนั้น ด้านในมีข้อความว่า:
หากคุณเปลี่ยนใจก็โทรมาหาผมได้ ถ้าคุณไม่อยากรับเงินผมฟรีๆ ผมก็ยินดีที่จะแลกเปลี่ยน
xxx-xxxx อาบาราอิ เร็นจิ
คิ้วเรียวขมวดมุ่น... //อาบาราอิ เร็นจิ? ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...// ชายผมแดงใช้ช่วงเวลาไหน เอากระดาษนี่มาไว้ในกระเป๋าเสื้อของเขากันนะ ยิ่งคิดก็ยิ่งตอกย้ำความคิดหนึ่งในสมอง...
คนแบบนี้...โรคจิตชัดๆ
แต่แล้ว...สายตาก็ไปสะดุดกับประโยคที่ว่า ถ้าคุณไม่อยากรับเงินผมฟรีๆ ผมก็ยินดีที่จะแลกเปลี่ยน ริมฝีปากเรียวเม้มเข้า เมื่อร่างงามต้องครุ่นคิด แลกเปลี่ยน...ถ้าแลกเปลี่ยน...ก็ไม่ถือว่าเขาเป็นหนี้บุญคุณอีกฝ่ายสินะ...
ไม่รู้ว่าอาบาราอิ เร็นจิคิดอะไร แต่...ถ้าเป็นข้อเสนอนี้ เขาคิดว่า...มันพอจะเป็นที่ยอมรับได้ เบียคุยะหลับตาลง ถอนหายใจยาว ก่อนจะเดินออกไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางทิ้งไว้ในห้อง
..
..
..
เสียงดนตรีดังกระหึ่มอยู่ในผับมีชื่อแห่งหนึ่งกลางย่านจอแจแห่งมหานครโตเกียว...นครที่ไม่เคยหลับใหล ผู้คนมากหน้าหลายตาพลุกพล่านคับคั่ง ทั้งหญิงและชายแต่งกายยวนเย้า ต่างคนต่างสนุกสนานไปกับบทเพลงเร้าอารมณ์และเครื่องดื่มแลสุราอันเป็นของขึ้นชื่อจากท่วงท่าและฝีมือของบาร์เทนเดอร์นักเขย่า หากแต่...ที่โต๊ะตัวหนึ่ง ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงในชุดแจ๊คเก็ตสีขาวเปิดซิปหน้ากลับมิได้สนุกไปกับบทเพลงเร้าใจเช่นคืนอื่นๆ
ชายหนุ่มเอามือเสยเรือนผมสีแดงยาวที่ตกลงมาปรกใบหน้าข้างหนึ่งขึ้นไป ก่อนจะสะบัดหน้าน้อยๆอย่างหัวเสีย ใช่...เขากำลังหงุดหงิด หงุดหงิดมากเสียด้วย เพราะเพื่อนสนิทที่นัดกันไว้ว่าจะมาร่วมสนุกด้วยกัน อยู่ๆกลับโทรมาบอกเลิกนัดเสียเฉยๆ นัยน์ตาสีเดียวกับไวน์องุ่นเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ เจ้าชูเฮย์...ให้เขามารอตั้งครึ่งชั่วโมงดันมาบอกยกเลิกซะได้ ร่างสูงถอนหายใจออกมาเสียงดัง ก่อนจะหันไปสั่งเครื่องดื่มจากแม่สาวบันนี่ที่เดินนวยนาดอยู่ใกล้ๆมาล้างคอให้หายโมโห
สาวน้อยในชุดเข้ารูปกับที่คาดผมหูกระต่ายบันนี่หัวเราะคิกคัก เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มมีสีหน้าท่าทางบึ้งตึง ท่าทางไม่ค่อยสบอารมณ์เลยนะคะ ถูกทิ้งรึไงคะเนี่ย ท่อนขาสวยได้รูปในถุงน่องตาข่ายกับรองเท้าบู๊ทสูงเดินทอดน่องเข้ามาใกล้ ริมฝีปากอวบอิ่มทาลิปสติกสีแดงสดขยับแย้มยิ้ม เห็นได้ชัดว่าเจ้าหล่อนกำลังพยายามโปรยเสน่ห์ ดูๆไปเจ้าหล่อนก็สวยน่ารักอยู่ไม่น้อย อายุอานามเองก็น่าจะไม่มากไม่น้อยไปกว่าเขาเท่าไรนัก
กลางวัน...เล่าเรียนศึกษา กลางคืน...ทำงานในผับ แย้มยิ้มโปรยเสน่ห์ยวนเย้า ชีวิต 2 หน้าที่ต่างกันแทบจะสิ้นเชิง ประหนึ่งภาพที่ปรากฏบนเหรียญทั้งสองด้าน...แม้ว่ามันจะเป็นคนละภาพ แต่มันก็ยังคงเป็นเหรียญเดียวกัน...
ตัวเขาเองก็ไม่ต่างกัน...
ชีวิตเบื้องหน้าในยามตะวันสาดส่อง กับชีวิตเบื้องหลังเมื่อราตรีกาลโปรยลงครอบคลุมแผ่นฟ้า...แต่ละคนจะสวมหน้ากากของสัตว์ป่า หรือจะเรียกว่าถอดหน้ากากอันจอมปลอมออกให้เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบกันนะ...
นิ้วเรียวสวยที่ปลายเล็บได้รับการเพนท์เป็นสีดำสนิทเกี่ยวเอาเรือนผมสีแดงฉานที่ไม่ได้รวบไว้เรียบร้อยเช่นตอนกลางวันขึ้นมาเล่น ถ้าดิชั้นจะช่วยนั่งเป็นเพื่อน คุณจะรังเกียจไหมคะ สาวบันนี่ว่า แต่ไม่รอคำตอบกลับเบียดตัวนั่งลงบนพื้นที่อันน้อยนิดจนเรียกได้ว่าแทบจะขึ้นไปนั่งอยู่บนหน้าตักของเขา จริงอยู่...เจ้าหล่อนดูสวยมีเสน่ห์ แต่ตอนนี้อาบาราอิ เร็นจิไม่มีอารมณ์ที่จะเล่นด้วยเลยแม้แต่นิด การกระทำของเจ้าหล่อนกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกรำคาญเสียมากกว่า
ชายหนุ่มผลักหญิงสาวลงจากหน้าตักอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้ายังไงช่วยเร่งเครื่องดื่มให้หน่อยก็ดีนะ หากแต่น้ำเสียงที่เอ่ยทำให้หญิงสาวชักสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด...เพราะมันบอกว่าชัดว่า เขาไม่ต้องการเธอ
ค่ะ ดิชั้นจะเร่งให้ตามสั่ง เธอเอ่ยทิ้งท้ายน้ำเสียงเง้างอด ก่อนจะเดินสะบัดจากไปทันทีพร้อมกับออร์เดอร์ของลูกค้า
เร็นจิถอนหายใจอย่างหัวเสีย ทำไมนะ...ไม่ว่าสาวคนไหนที่ขยิบตามาให้ก็ดูขัดใจไปเสียหมด แต่จะกลับก็เสียเที่ยวเปล่า //ท่าทางคืนนี้คงต้องอยู่ดื่มคนเดียวซะแล้วมั้ง// หากแต่...
ทันทีที่คิดแบบนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น
..
..
..
ฮัลโหล เสียงดนตรีที่ฟังค่อนข้างจะเอะอะมะเทิ่งอยู่ดังลอดมาจากปลายสาย หากแต่เสียงคนพูดที่ฟังชัดยิ่งกว่าเสียงดนตรีทำให้เขารู้ว่าเบอร์ที่ได้มานั้นถูกต้อง
อาบาราอิ เร็นจิ ใช่ไหม...ครับ ร่างบางถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะลงหางเสียงอย่างไม่สู้จะเต็มใจนัก ถึงอีกฝ่ายจะขอโทษและแนะนำตัวอย่างเป็นทางการด้วยความสุภาพแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงไม่ชอบใจอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...เบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้ในกระเป๋าเสื้อ เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่า ร่างสูงแอบเอามันใส่ไว้ในกระเป๋าเขาตั้งแต่เมื่อไหร่...
เสียงหัวเราะดังมาจากปลายสาย ใช่แล้วครับ คุณชายคุจิกิ น้ำเสียงกลั้วหัวเราะแฝงแววรู้ทัน คิดอยู่แล้วว่าไม่ช้าก็เร็วคุณต้องโทรมา
คิ้วเรียวมุ่นขึ้นเล็กน้อย ไม่พอใจเท่าไรนักที่อีกฝ่ายรู้ว่าเขาเป็นใครทั้งๆที่ยังไม่ได้บอกก่อน การที่ถูกคนอื่นรู้ทันและอ่านออกได้หมดนี่...เขาล่ะเกลียดนัก ...ผมจำได้ว่า ผมบอกคุณแล้วว่า คุณไม่จำเป็นต้องเรียกผมว่าคุณชายก็ได้
ตกลงครับ คุณคุจิกิ แม้จะมองไม่เห็นหน้าอีกฝ่าย แต่ร่างบางก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังอมยิ้ม ที่คุณโทรมานี่คุณเปลี่ยนใจแล้วสินะครับ
ผมบอกไปแล้วว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ แต่ถ้าคุณยินดีที่จะแลกเปลี่ยน เราก็ไม่มีอะไรติดค้างกัน ร่างบางกล่าว นัยน์ตาคู่สวยมองทอดออกไปนอกหน้าต่าง แสงไฟจากตึกรามบ้านช่องและรถรา...แสงจากไฟฟ้าแทบจะสว่างยิ่งกว่าแสงเดือน เมื่อยอดตึกสูงระฟ้าแทบจะบดบังจันทราสิ้น... ผมอยากฟังข้อเสนอของคุณ
แลกเปลี่ยน...แลกเปลี่ยน.... เสียงจากปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง ราวกับกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับข้อเสนอ ร่างบางถือโทรศัพท์มือถือแนบหูนิ่ง รอฟังข้อแลกเปลี่ยนที่อีกฝ่ายจะกล่าวต่อไป
นัยน์ตาสีนิลจ้องมองผู้คนบนถนน แต่ละคนเดินกันขวักไขว่ โตเกียว...มหานครแห่งนี้ไม่เคยหลับใหล...หากแต่คนที่เดินตามท้องถนนอาจเปลี่ยนแปลงไป...จากใบหน้าของกลางวัน สู่โฉมที่มีไว้เพียงเพื่อราตรี... คนแล้ว...คนเล่า...ผู้คนเดินผ่านสี่แยก ร่างงามจ้องมองอย่างเงียบๆจนแทบเข้าสู่ห้วงภวังค์คิด หากแต่...เสียงจากอีกฝั่งฟากของสายก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ถ้า...ผมจะให้คุณมาอยู่เป็นเพื่อนดื่มกับผมคืนนี้ แลกกับจำนวนเงินเท่าที่คุณต้องการ คุณจะว่ายังไงครับ
อะไรนะ นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหรี่เล็กลงอย่างอันตราย คุณอาบาราอิ ผมอาจจะเดือดร้อนเรื่องเงิน แต่ผมก็ไม่คิดจะลดตัวลงต่ำถึงขนาดไปทำหน้าที่แทนคนบริการที่บาร์หรอกนะครับ
ผมดูเป็นคนโรคจิตขนาดนั้นสำหรับคุณเลยเหรอครับ น้ำเสียงของอีกฝ่ายฟังอ่อนลงเหมือนจะน้อยใจ ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจ ก่อนจะกลับมาฟังดูปกติอีกครั้ง ผมแค่ให้คุณมานั่งดื่มเป็นเพื่อนเฉยๆ เพราะว่าเพื่อนที่ผมนัดไว้ เขาติดธุระมาไม่ได้ แปลความหมายตามตัวตรงๆ ไม่มีนัยกระหวัด คุณพอจะทำได้ไหมล่ะครับ หรือว่า...
เสียงนั้นเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อไป
เครื่องดื่มพวกแอลกอฮอล์จะแรงเกินไปสำหรับคุณชายคุจิกิกันครับ
นัยน์ตาสีนิลหรี่เล็กลง ........ไม่ทราบว่าคุณจะช่วยบอกสถานที่หน่อยได้ไหมครับ
สิ่งที่คุจิกิ เบียคุยะ เกลียดที่สุดคือการถูกสบประมาท
มือเรียวคว้าเอาปากกาที่วางอยู่บนโต๊ะ มาจดที่อยู่ของผับที่อีกฝ่ายบอกมาลงในสมุดโน้ตเล็กๆ
ถ้าเป็นความหมายนัยตรงอย่างที่คุณว่า ผมก็ยินดีที่จะแลกเปลี่ยนเช่นกัน คุณอาบาราอิ
เบียคุยะตัดสายทิ้ง ก่อนจะลุกไปเปิดตู้เสื้อผ้า ภายในตู้ เสื้อเชิ้ตและกางเกงจัดเรียงเป็นระเบียบตามรูปแบบและสี เนคไทถูกเก็บไว้ในลิ้นชักใกล้ๆ แต่...เสื้อผ้าสำหรับไปทำงานพวกนี้ ไม่มีความจำเป็นสำหรับคืนนี้ ร่างบางถอนหายใจ ก่อนจะค้นเอาลังเก็บเสื้อผ้าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยออกมา
//นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ไม่ได้ออกไปเที่ยวกลางคืนแบบนี้//
มันดูราวกับนานแสนนาน...ราวกับไม่เคยผ่านช่วงชีวิตที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากมายมาก่อน...เพียงเพราะ...
ภาระที่มีในวันนี้มันช่างหนัก...หนักเหลือเกิน
แต่ก็ไม่อาจยอมแพ้ได้...
เพื่อน้องสาวสุดที่รักที่เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในโลก
..
..
..
เมื่อสายโทรศัพท์ถูกตัดจากอีกฝั่ง เร็นจิก็ผิวปากอย่างถูกใจ เปลี่ยนมานั่งไขว่ห้างกระดิกเท้า ท่าทางอารมณ์ดีขึ้นถนัด ใครจะคิดว่าแค่คำสบประมาทเล็กๆน้อยๆก็ทำให้อีกฝ่ายเปลี่ยนใจมานั่งดื่มเป็นเพื่อนเขาได้ จะบอกว่าเป็นเพราะความหยิ่งทระนงในเกียรติและศักดิ์ศรียิ่งกว่าสิ่งใดก็คงไม่ผิด แม้ว่าการมานั่งเป็นเพื่อนเขาจะเหมือนเป็นการขายศักดิ์ศรีที่รักนั่นกลายๆ แต่คำยั่วยุก็เหมือนเป็นการเสนอทางออกให้ปัญหานั่นพอๆกับที่เป็นทางออกให้กับปัญหาของเขาเอง
ถึงคืนนี้ เพื่อนรักอย่างชูเฮย์จะเกิดผิดนัดมาไม่ได้ แต่ถ้าได้เบียคุยะมานั่งดื่มแทน เขาก็ไม่คิดจะบ่นอีก
ร่างสูงเหลือบมองนาฬิกาอีกครั้ง เวลา...ค่อยๆล่วงเลยไป...จากเริ่มค่ำสู่ดึกดื่น ฟากฟ้าภายนอกยิ่งมืดมิด แต่กระนั้นผู้คนในผับก็หาได้สร่างซาไม่ ดนตรีเร้าหูยังคงเล่นต่อไป และชายหนุ่มก็เริ่มเคาะนิ้วตามจังหวะเพลง จ้องมองร่างเงาในแสงไฟสลัวโลดเต้นไปกลางฟลอร์อย่างอิสระ...ใช่แล้ว...เพราะยามราตรีคือเพลาที่หน้ากากที่มีถูกถอดออก ให้สัญชาตญาณนำพาให้ร่างนั้นโลดเต้นไปตามจังหวะแห่งเสียงเพลงดุจต้องมนตร์ขลังแห่งรัตติกาล
หากแต่...ยิ่งจ้องร่างเงาที่โลดเต้น ก็ราวกับห้องทั้งห้องจะมืดสลัวลง จนใบหน้าของผู้คนกลืนหายไปกับเงา หรือจะเป็นเพราะพิษสุราก็มิน่าใช่ เพราะว่า...ร่างร่างหนึ่งที่มาเยือนหลังประตูผับที่เปิดออก กลับดูเด่นชัด...สว่างไสวยิ่งกว่าใคร
ราวกับจันทราบดบังรัศมีที่ริบหรี่กว่าของเหล่าดาราที่มิกล้าท้าสู้แสง
หากแต่ยิ่งเพ่งพิศดวงจันทรานั้นก็ให้ยิ่งคิดพิศวงว่า...
หน้ากากที่จันทรานั้นสวม...มีกี่หน้ากันนะ
เร็นจิได้แต่จ้องมองร่างนั้นอย่างไม่วางตา ร่างบางที่เห็นเดินตรงมาทางเขา ใช้คุจิกิ เบียคุยะคนเดียวกับเมื่อตอนกลางวันแน่รึ...ใช่คนที่เพิ่งคุยโทรศัพท์กับเขาเมื่อกว่าครึ่งค่อนชั่วโมงก่อนแน่รึเปล่า... ร่างบางงดงามสะดุดตาในชุดกำมะหยี่เข้ารูปสีดำสนิท หากแต่สีสันอันเป็นหนึ่งเดียวกับความมืดมิดและราตรีนั้นมิได้ทำให้ร่างนั้นกลืนหายไปกับเงื้อมเงา กลับทำให้ผิวเนียนละเอียดนั่นยิ่งดูเด่นชัด...ขาวสะอาดยิ่งกว่าอะไร...
//ขาวเหมือนดังชื่อไม่มีผิด... //
หากเขาจะร่างภาพของร่างที่มาอยู่ต่อหน้ายามนี้ รูปที่ได้ จะแตกต่างจากรูปที่เคยวาดเมื่อตอนกลางวันเท่าใดนะ ความมีเสน่ห์ในแบบเรียบๆ กับความงามเย้ายวนที่เหมือนแสงจันทร์ ผิดกันแค่อารมณ์ภาพที่ส่ง หรือว่า...เปลี่ยนแปลงจากเบื้องลึกดุจหน้ากากที่ผลัดผัน หากเมื่อกลางวัน คนคนนี้ดูเย็นชาเรียบเฉย ยามนี้ก็เย็นแต่เย้ายวนดังเกล็ดหิมะยามต้องประกายแสง
เตกีล่า... เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยสั่งเครื่องดื่มทันทีที่นั่งลงบนที่นั่งว่างข้างร่างสูง นัยน์ตาคมเหลือบมองมาอย่างท้าทายราวกับอยากจะลบซึ่งคำสบประมาท นัยน์ตาสีโลหิตสบกับนัยน์ตาสีราตรีแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตาลงต่ำ โชคเกอร์ประดับสายโซ่แบบโกธิคสีเดียวกับเสื้อกำมะหยี่คอกว้างแนบรัดลำคอระหง ปกปิดผิวเนียนพิสุทธิ์ไว้ด้วยสีดำของมลทิน หากแต่ยิ่งทำให้ร่างสูงยิ่งปรารถนาอยากกระชากมันออกเพื่อสำรวจลำคอขาวนั่น...
ชั่วขณะนั้น...ความคิดที่แค่อยากจะแหย่คนหน้านิ่งๆเล่นกลับมลายหายไปสิ้นจนเหลือเพียงความปรารถนา...ต้องการ...อยากค้นหา...อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หากจะเปรียบกับภาพวาด...ก็คงเป็นภาพมโนคิดที่ล่อหลอกให้ศิลปินอยากจะวาดแต่ก็ไม่อาจวาดได้เสร็จจนต้องคลุ้มคลั่งกระมัง...
เร็นจิกลืนน้ำลาย พยายามระงับอารมณ์ความคิดให้สงบลง ก่อนจะหันไปสั่งอะไรแรงๆมาดื่ม
เอเวอร์เคลียร์
คิ้วเรียวเลิกขึ้น เมื่อได้ยินชายหนุ่มสั่งรายการนั้น เอเวอร์เคลียร์เป็นเครื่องดื่มที่แรงที่สุด มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อยู่ถึง 95%
ไม่ต้องห่วง คุณคุจิกิ เห็นแบบนี้ผมก็คอแข็งนะครับ
ร่างบางชายตามองร่างสูงตั้งแต่หัวจรดเท้า คนตรงหน้าแตกต่างไปจากเมื่อกลางวันมากทีเดียว อาบาราอิ เร็นจิที่พบเมื่อกลางวัน ถ้าไม่นับเรื่องที่เขาทึกทักเอาว่าเป็นพวกโรคจิตแล้ว ก็เหมือนเด็กมหาวิทยาลัยธรรมดาๆคนหนึ่งที่พอจะรู้จัก...ไม่สิ รู้วิธีเข้าสังคมได้ดี เห็นได้ชัดจากคำพูดที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ...
จากเด็กวัยยี่สิบต้นๆธรรมดามาเป็นคนที่รู้จักใส่หน้ากากเข้าหาคนในวงการธุรกิจ แต่...อาบาราอิ เร็นจิ คนที่อยู่ต่อหน้าเขาตอนนี้ คือหนุ่มผู้ชาญโลก... เปรียบได้ดังสัตว์ร้ายแกร่งกล้าที่พร้อมจะฝังคมเขี้ยวลงขย้ำเหยื่อเมื่อใดก็ตามที่เหยื่อนั้นพลั้งเผลอ...
คมซึ่งเขี้ยวเล็บ...ร้อนแรง...และ...
คุณอาบาราอิ ถ้าคุณยังจำได้ ข้อแลกเปลี่ยนของเรา ไม่ได้รวมเรื่องที่ผมต้องพยุงร่างที่เมาหยำเปของคุณกลับออกไปด้วยนะครับ เบียคุยะเอ่ยขึ้นหลังจากร่างสูงกระดกเอเวอร์เคลียร์ติดๆกันไปแล้ว 3 แก้ว
ผมจำได้แน่นอนครับ ส่วนเรื่องเงิน ผมจะโอนเข้าบัญชีของคุณตามที่เราได้ตกลงกันไว้ แต่ว่า...อย่างน้อยๆ... ร่างสูงวางแก้วที่เพิ่งจิบไปลง ใบหน้าคมเลื่อนเข้ามาใกล้...ใกล้จนได้กลิ่นสุราหนักหน่วงมาจากลมหายใจร้อนที่ระอยู่ใกล้ใบหน้า คืนนี้...ผมขอให้คุณเรียกผมว่า เร็นจิ จะได้ไหมครับ
...อันตราย...
.. เบียคุยะขยับถอยไปเล็กน้อย แต่อีกฝ่ายยังคงโน้มเข้ามาใกล้ เรือนผมสีแดงยาวที่ไม่ได้รวบเอาไว้เช่นกลางวันตกลงสัมผัสกับผิวของเขาจนรู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย กลิ่นน้ำหอมปะปนกับกลิ่นเหล้า คนที่บอกว่าคอแข็งอยู่หลัดๆ ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าเมามายจนแทบคุมสติไม่อยู่ และ...ก่อนที่ร่างบางจะได้ลุกหนีไปจากที่ตรงนั้น แขนแกร่งก็ดึงเอาคนตรงหน้าเข้ามาแนบอก เสื้อแจ็คเก็ตที่สวมใส่ไม่ได้รูดซิปเผยแผ่นอกแกร่งมีรอยสักที่ดูแดงเรื่อเพราะพิษแอลกอฮอล์จนร้อนรุ่ม
คุณอาบาราอิ ร่างบางออกแรงผลักที่แผ่นอกคนตรงหน้า มือเรียวเย็นสัมผัสความร้อนรุ่มจนร่างสูงต้องสะท้าน ถ้าคุณเมาพอแล้ว ผมก็จะขอตัวกลับนะครับ ใบหน้างามอาจซุกซ่อนความตระหนกเอาไว้ได้ หากแต่สีเลือดฝาดแดงระเรื่อบนใบหน้ากลับเห็นได้ชัดแม้ในแสงสลัว
ร่างสูงคลายวงแขนออกเล็กน้อย มือใหญ่วางลงบนขาอ่อน สัมผัสเนื้อนุ่มนิ่มใต้เนื้อผ้าเบาที่ปกปิดมันไว้ ตะกี้...คุณว่าอะไรนะครับ...ผมได้ยินไม่ค่อยถนัด...
นัยน์ตาคู่สวยฉายแววโกรธขึ้ง เมื่อมองเห็นอารมณ์ขันในนัยน์ตาสีโลหิตคู่ตรงหน้า...นัยน์ตาที่ควรจะพร่าเลือนเพราะฤทธิ์สุรา แต่กลับยังแจ่มชัดอยู่ในตอนนี้ อันตราย... คนตรงหน้ากำลังแกล้งทดสอบความอดทนของเขา สิ่งที่อาบาราอิ เร็นจิ ต้องการไม่ใช่เพื่อนดื่ม ไม่ใช่คนบริการในบาร์เหล้า...แต่เป็น...คนที่จะเล่นเกมกับเขาต่างหาก
เป็นอะไรไปครับ คุณคุจิกิ ผมนึกว่าคืนนี้พวกเราจะอยู่ดื่มกันได้สนุกเหมือนเพื่อนเก่ากันซะอีกนะครับ
//นี่...เป็นแค่เกมฆ่าเวลา...//
แพขนตายาวหรี่หรือลง หากอีกฝ่ายต้องการเล่นเกม...คำท้าทายที่ส่งมา เขาก็จะรับ...
เร็นจิ ร่างบางเอ่ย เสียงนุ่มไม่มีสะดุด หากจะใช้คำว่า คุณ กับ ผม กับเพื่อนเก่า มันก็ฟังดูไม่ค่อยดีนะ นายว่าไหม
ร่างสูงเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย คุจิกิ เบียคุยะ...นึกว่าเป็นพวกคุณชายดีแต่มาด...กลับรับสถานการณ์ได้ดีกว่าที่คิดไว้ ชายเจ้าของเรือนผมสีเพลิงขยับรอยยิ้ม
ถ้าอย่างนั้น... ร่างสูงผละกลับมานั่งยังที่ตนเอง รอยยิ้มเห็นเขี้ยวคมยังคงไว้บนใบหน้า เรามาดื่มกันอีกสักหน่อย ดีไหม เบียคุยะ
//แบบนิ้สิ...ค่อยน่าสนุกหน่อย//
ร่างบางยกแก้วของตนขึ้นดื่ม สายตาจับจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา ไม่คิดจะยอมแพ้ แม้จะเป็นการเล่นเกมที่พนันด้วยศักดิ์ศรี หากแต่...ในส่วนลึกแล้ว...เบียคุยะหวัง...ตั้งใจว่า...นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาต้องทำตามข้อเสนอของอาบาราอิ เร็นจิ...
TBC
หมดเเยยอ่ะความนับถือ