เหตุมาจากปัญหาการใช้บอร์ดเดธเบอร์รี่ที่มีผู้ใช้บางคนไม่สามารถเข้าบอร์ดได้ หลังจากคุยกะเร็นเร็นจัง ทำให้ต้องตัดสินใจลี้ภัยมาเปิดบลอกที่ exteen จริงๆแล้วก็มี LJ ส่วนตัวอยู่แล้วนะคะ แต่เพราะเห็นว่าส่วนมากจะมีบลอกของ exteen กันมากกว่า ไหนๆก็ไหนๆ...เปิดตัวบลอกสักทีคงไม่เสียหาย ^^;;
ว่าแล้วก็เลยขนฟิกที่เคยลงที่บอร์ดเดธเบอร์รี่มาลงที่บลอกนี้ซะเลย สำหรับคนที่เคยอ่านแล้วก็ถือว่าบลอกนี้เป็นที่เก็บฟิกลี้ภัยละกันนะคะ ส่วนคนที่ไม่เคยอ่าน อ่านแล้วคิดเห็นยังไงก็เชิญวิจารณ์ติชมได้นะคะ
หมายเหตุ: บลอกนี้ไม่เหมาะกับคนไม่ถูกโรคกับสาย Y เป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ใครที่รับไม่ได้ก็ขอเตือนเสียตอนนี้ รีบจรลีโดยไวก่อนจะสายเกินการนะค้า~~
Title: Moonlight Reflection
Fandom: Bleach
Pairing: Eventually Abarai Renji/Kuchiki Byakuya
Warning: Boy love, shounen-ai, possible yaoi in later chapters
Overall Rating: R (Rating might change)
Chapter Rating: PG
Moonlight Reflection
มันเป็นเรื่องเมื่อนานแสนนานมาแล้ว
นานจนข้าแทบจะลืมเลือนมันสิ้นว่าความทรงจำนั้นยังอยู่ที่นั่น
มันช่างเลือนลางจนเหมือนเป็นเพียงแค่ความฝัน
ความฝันที่ราวกับฟองสบู่ที่มลายหายไปกับอากาศธาตุ เมื่อผ่านกาลเวลาที่นานแสนนาน...
Prologue
Meaningful Meaninglessness
我等の世界に意味など無く
そこに生きる我等にも 意味など無く
無意味な我等は 世界を想う
そこに意味は無いと知ることにすら
意味など無いというのに
โลกของพวกเรานั้นไร้ซึ่งความหมายใดๆ
พวกเราที่อาศัยอยู่ ณ ที่นั้นก็ไร้ซึ่งความหมายใดๆ
แต่พวกเราที่ไร้ซึ่งความหมายใดๆ ก็ยังคิดถึงโลกนั้น
ทั้งๆ ที่แม้แต่การรู้ว่าที่แห่งนั้นไร้ซึ่งความหมายใดๆ
ก็ยังไร้ความหมายเลยก็ตาม
เมื่อครั้นข้ายังเป็นเด็กจรจัดในลูคอนไก ชีวิตข้า...ไม่ต่างไปจากสุนัขจรจัดที่ใช้ชีวิตไปวันๆ ตามถนนอันโสมมและแปดเปื้อนไปด้วยเศษฝุ่น คำว่า ชีวิต ช่างไร้ความหมายนัก เพียงเพราะเมื่อครั้นข้ายัง มีชีวิต โลกอีกฝั่งฟากที่ข้าเคยอยู่ก่อนจะมาเป็นที่นี่...มันราวกับไร้ตัวตน ข้า...แทบไม่มีความทรงจำที่คิดว่าควรนึกได้ เมื่อยามเป็นมนุษย์ อาจจะเป็นเพราะกาลเวลาในโซลโซไซตี้ มันยาวนานราวกับนิรันดรอันไร้ที่สิ้นสุด ราวกับเวลาที่เคลื่อนผ่านไปไม่มีวันจบสิ้น กลับหมุนเวียนซ้ำๆกับชีวิตที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน...เหมือนเดิม...เช่นทุกวัน
แต่เช่นนั้นแล้ว...ข้าก็ยังรัก ชีวิต
ชีวิตที่แม้จะไร้ความหมายในส่วนสัดของโลกอันไม่แน่นอนใบนี้ก็ตาม...
หากแต่...ในความไร้ความหมาย...ก็ยังมีสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย...มันคือสิ่งที่ควรค่าแก่การจดจำ...แม้ว่าความทรงจำจะมลายหายไปง่ายดายเช่นควันสีจางอันไร้ซึ่งเศษธุลีผง อาจเป็นเพราะ...ความทรงจำนั้น มันราวกับความฝัน...ฝันกลางวันของสุนัขข้างถนนตัวหนึ่งที่หลับตาลงเห็นมโนภาพว่า...ดวงจันทรา...อยู่ใกล้...เหลือเกิน...
มันเป็นเรื่องนานแสนนานมาแล้ว... ก่อนหน้าที่ข้าจะได้พบกับลูเคียเสียอีก...
วันนั้น...เป็นยามเย็นเมื่ออาทิตย์อัสดงจวนลาลับ...จวบจนบัดนี้ ข้ายังคงสงสัยอยู่มิคลายว่า...เป็นเพราะเป็นเพลานั้นหรือเปล่า ที่ทำให้ข้าได้พานพบ...เพียงเพราะ เมื่อคราสุริยงลับลาจาก ก็เป็นเพลาที่รัตติกาลจะมาบรรจบให้ดวงหน้าสีนวลแห่งราตรีกาลได้ส่องประกายภายหลังจากถูกแสงทิวาอันเจิดจ้านั้นซุกซ่อน
วันนั้น...ข้าขโมยลูกกวาดสีสดสวยมาจากร้านค้าในซอยหนึ่ง ร่างวิญญาณ...หากมิมีอำนาจใดๆแล้ว ก็ไม่มีทางจะโหยหิว แต่...ความอยากเป็นสิ่งสามัญสำหรับมวลมนุษย์ ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส...แม้ไม่รู้สึกโหยหิว ก็ยังคงอยากจะรับรู้รสชาติที่แม้ไร้ความหมายก็ยังมีความหมายสำหรับชีวิตที่มิใช่ชีวิตนี่เป็นธรรมดา
ข้าไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพราะไร้กายเนื้อ ดวงวิญญาณจึงไม่มีวันอ่อนล้า ก่อนหน้านั้น...ข้าไม่เคยมีความคิดว่า สุนัขข้างถนนเช่นข้าจะได้มีวันได้มาเป็นยมทูตอยู่ในกำแพงสีขาวแห่งเซเรย์เทย์ ข้าวิ่ง...วิ่ง...และวิ่ง...วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่ขาของข้าจะพาไปได้ หนีไปตามตรอกซอกซอยที่เชี่ยวชาญ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าที่ไล่ตามมาจางหาย จนกระทั่ง...ข้าพบที่สงบที่ในยามนั้นน่าจะมีแต่เพียงข้าที่ริมฝั่งแม่น้ำ
แต่ข้าพบว่าข้าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง
ภายใต้แสงทองสุดท้ายของตะวัน ใต้ต้นซากุระที่ยืนแน่นิ่งอย่างเงียบงันอยู่เสมอที่ริมฝั่งแม่น้ำ เท่าที่ข้าจำความได้...ข้าไม่เคยเห็นวันใดที่ดอกซากุระจะแย้มบานได้งดงามเช่นวันนั้น ราวกับว่า...มันรอคอยวันที่มันจะผลิดอกได้งดงามที่สุด เพื่อให้ใครคนหนึ่งที่มันรอคอยได้เชยชม... ใครคนหนึ่ง...ที่มันโอบกอดไว้ใต้ร่มเงาเพื่อให้รอดพ้นจากแสงตะวันแม้ยามแสงนั้นใกล้ลาจาก...
ชีวิตในวัยเด็กของข้า...อาจพูดได้เต็มปากว่าไม่เคยรู้จักคำว่า รัก แต่ข้าก็รู้เจนชัดถึงคำว่า หวงแหน หากแต่...ความหวงแหนที่มีต่อสมบัติเล็กๆน้อยๆที่ขโมยมาได้นั้น กลับมลายหายไปสิ้น เมื่อสายตาของข้าได้สบกับร่างที่ร่มเงาซากุระเฝ้าทะนุถนอมนั้น ก็คงไม่แปลกเลยหากร่างนั้นจะเป็นที่หวงแหนของเจ้าต้นซากุระ...
แม้ว่าชีวิตในเมืองอันแร้นแค้นของข้าจะยังสั้นนัก แต่ข้าก็พูดได้ว่าข้าเคยเห็นมามาก...มากกว่าที่ผู้ใหญ่หลายคนที่ได้แต่หลบเลี่ยงความลำบากอยู่หลังบานประตูที่จะพังแหล่มิพังแหล่เหล่านั้นมากมายนัก และ...
ข้าไม่เคยเห็นใครงดงามเฉกเช่นร่างที่อยู่เบื้องหน้าสายตาของข้าในยามนั้นมาก่อนเลย
ภายใต้เงาแดดอันแรงกล้าของลูคอนไก ข้าไม่เคยเห็นใครที่จะมีผิวพรรณขาวสะอาดดุจดังหิมะตกใหม่เช่นนั้น และไม่เคยเห็นใครที่จะดูสง่างามได้เช่นนั้นแม้ยามเอนหลังพิงลำต้นซากุระนิ่ง... เรือนผมสีดำขลับที่ตัดกับผิวสีซีดนั้นชัดเจนจนราวกับมันไม่อาจจะขับสีให้เข้มยิ่งกว่านั้นได้... แพขนตายาวหลับพริ้ม...ปกปิดเอาไว้ซึ่งนัยน์ตาที่ข้ายังไม่อาจคาดเดาซึ่งสีสัน หากแต่...คราบน้ำตาที่อันมีที่มาจากนัยน์ตาคู่นั้นยังคงเห็นได้เด่นชัดบนแก้มนวลนั้น...
ชั่วขณะหนึ่งความปรารถนาที่จะก้าวขยับเข้าไปเพื่อช่วยเช็ดคราบน้ำตาให้หายไปจากใบหน้างามนั่นเข้ารุมเร้าจิตใจที่เคยมีแต่ตัวเองและความเห็นแก่ตัวของข้า หากแต่...เด็กจรจัดที่กล้าที่จะทำทุกอย่างเช่นข้า ในยามนั้นกลับราวกับต้องมนตร์สะกดให้มิอาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่นิด ให้ข้าไม่กล้า...แม้เพียงจะเข้าไปให้ใกล้กว่านั้น... ราวกับร่างนั้นเป็นดวงบุหลันที่อยู่สูงเกินกว่าจะอาจเอื้อม
ชั่วขณะนั้น...มันทำให้ข้าตระหนักชัดเจนอย่างที่สุดว่า สุนัขต้อยต่ำกับจันทราบนฟากฟ้าอยู่ไกลกันมากเพียงใด แม้ว่าในยามนี้...ร่างนั้นจะอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมก็ตาม
อาจเพราะร่างนั้นเป็นแค่เพียงเงาสะท้อนในวารี จึ่งทำให้จันทราที่อยู่สูงราวกับอยู่ชิดใกล้ แต่เพราะว่าเป็นเพียงเงาสะท้อนในวารี...หากเพียงข้าจะเอื้อมมือไปสัมผัส...ก็คงมีแต่น้ำและเงาที่กระเพื่อมไหวไปตามแรงปรารถนาที่จะสัมผัสของข้าเองเท่านั้น...
ข้าลืมเลือนลูกกวาดในมือสิ้น ปล่อยให้ถุงผ้าเล็กๆนั่นร่วงหล่นจากกำมือข้า จนเม็ดลูกกวาดหลากสีสันหลุดกลิ้งลงไปตามผืนหญ้าที่ลาดชัน ก่อนจะจมหายไปในลำน้ำพร้อมกับเสียงกระเซ็นเล็กๆ...
ซ่า~~~~~~~~!!!
..
..
..
ซ่า~~~~~~~~!!!
อรุณสวัสดิ์ เร็นจิ! เสียงอันคุ้นเคยของเด็กสาวที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทในสมัยเด็ก และน้องสาวของผู้บังคับบัญชาของเขาทักทายอย่างเริงร่า พร้อมๆกับหลักฐานแห่งการกระทำอันว่าด้วยสายน้ำเย็นชื่นจิตที่ได้สาดโครมเข้ากระทบใบหน้าของเขาเมื่อไม่กี่วินาทีมานี้ยังคงอยู่ในมือของเด็กสาว
นี่จะบ้ารึไง ลูเคีย! อยู่ๆมาปลุกกันยังงี้เนี่ยนะ! ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงโวยด้วยความฉุน แล้วเจ้าเข้ามาในห้องข้าได้ยังไงกัน! ชายหนุ่มคว้าถังใส่น้ำที่ตอนนี้เป็นเพียงถังเปล่ามาจากมือลูเคีย ก่อนจะเขวี้ยงมันออกไปนอกหน้าต่างอย่างไม่ใส่ใจในคุณค่าของมันสักนิด ปากก็บ่นอุบอิบไม่เลิกถึงพฤติกรรมอันไม่รู้จักโตของเพื่อนสาว ซึ่งลูเคียพอจะได้ยินเลาๆว่า เป็นสาวเป็นนาง...
เห... นัยน์ตาดำขลับหรี่เล็กลงอย่างเจ้าเล่ห์ พร้อมๆกับรอยยิ้มที่สงวนเป็นเอกลักษณ์เอาไว้ใช้กับเขาและอิจิโกะเท่านั้น เจ้าเห็นข้าเป็นผู้หญิงกับเขาด้วยเหมือนกันเหรอเนี่ย~~~
ป้าบบบบบ!
หมอนใบนุ่มกระแทกหน้าแม่สาวน้อยอย่างจัง ไม่ต้องมาทำหน้ายังงั้นเลย ชายหนุ่มว่า ก่อนจะลุกขึ้นกระชับยูคาตะตัวหลวมที่ใส่นอนให้เรียบร้อย ถ้าท่านพี่เจ้ามาเห็นตอนนี้ละก็ข้าได้โดนเอาไปทำลูกชิ้นแหงๆ จริงอยู่ว่าเขาเคยชอบลูเคีย ลูเคีย...เป็นผู้หญิงคนเดียวที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา...เป็นคนที่เขาสาบานไว้กับตัวเองว่าจะปกป้องด้วยชีวิต แต่ตอนนี้...เมื่อเวลาผ่านไป...เขากลับเอ็นดูนางไม่ต่างไปจากน้องสาวคนนึง
เดี๋ยวนี้เจ้ามีสิทธิ์มาดุข้าได้รึไง ลูเคียว่า ปาหมอนใบเดิมใส่หัวเร็นจิเป็นการแก้แค้น เจ้าไม่ใช่พี่ข้าสักหน่อย หมอนใบนุ่มกระแทกเป้าหมายอย่างแม่นยำ
ยังกะข้าอยากได้เจ้าเป็นน้องนักล่ะ ยัยผู้หญิงแก่นกะโหลกชอบตีสองหน้า ทีก่อนหน้านี้ละทำเป็นจ๋อง ฮี่โธ่!
ใช่...ลูเคียเป็นคนสำคัญ เพราะเป็นทั้งเพื่อน...และน้องสาว...
คิดว่าข้าที่ข้าลงทุนแบกเจ้านี่ ข้าไม่หนักรึไง ไปอยู่โลกมนุษย์มาไม่นานก็อ้วนซะขนาดนั้น เอาแต่กินละสิ
ว่าไงนะ!?
แต่ก่อนที่เพื่อนเก่าทั้งสองจะได้เข้าตะลุมบอนกันดุเดือดเลือดสาด ผีเสื้อนรกตัวหนึ่งก็บินเข้ามาพร้อมกับข่าวสารเกี่ยวกับการประชุมด่วนของทั้งหัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วย
ลูเคียปรบมือเข้าด้วยกันเบาๆเหมือนนึกได้ อ้อ ใช่ ที่ข้ามาปลุกเจ้าก็เพราะเรื่องนี้แหละ เพราะข้าคิดว่าอย่างเจ้าต้องนอนตื่นสายอยู่แล้ว เลยรีบมาปลุกก่อน เพราะว่า...
ริมฝีปากเรียวแสยะยิ้ม
การประชุมที่ให้รองหัวหน้าหน่วยเข้าร่วมด้วยเนี่ย ถ้าเจ้าไปสายแม้แต่นาทีเดียว ท่านพี่เอาเจ้าตายแน่
เร็นจิหน้าถอดสีทันใด
เอาล่ะ ข้าต้องไปสักทีแล้ว ชายหญิงอยู่ในห้องเดียวกันนานเกินไปเป็นเรื่องไม่ควร เดี๋ยวใครรู้เข้าจะว่าเสียๆหายๆได้ ข้าไปละ เด็กสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงสุดแสนจะนอบน้อมและเป็นกุลสตรี ก่อนจะกระโจนหายออกไปทางหน้าต่างทางเดียวกับที่เข้ามา
เร็นจิเงียบอึ้งกับข่าวที่ได้รับฟังอยู่ 10 วิ ก่อนจะ...
แล้วทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้เล่า ยัยบ้า!!!
ในโซลโซไซตี้ คนที่รู้ว่าท่าทางอ่อนน้อมแสนสุภาพท่าทางผู้ดี๊ผู้ดีของคุจิกิ ลูเคียเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น เร็นจิคาดว่า...คงจะมีแต่เขาเท่านั้นละ...
รองหัวหน้าหน่วย 6 รีบเร่งแต่งตัวในชุดอาภรณ์เครื่องแบบยมทูต แต่ไม่นานนัก ภาพของความฝันที่ราวกับจะไร้ความหมายในทีแรกก็ผุดขึ้นมาในห้วงภวังค์คิด...
เรื่องที่นานแสนนานจนน่าจะลืมไปแล้ว...เรื่องที่ราวกับไม่จริงแท้และเป็นเพียงแค่ความฝัน...เหตุใดจึงได้หวนกลับมาให้เห็นชัดเจนในห้วงนิทรารมณ์อีกกันนะ...
ชั่วขณะหนึ่ง ก็ให้ชายหนุ่มนึกสงสัย... ร่างบางงดงามที่เขาได้พบที่ใต้ต้นซากุระในวันนั้น...
//นัยน์ตาของเจ้า เป็นสีอะไรกันนะ...//
TBC