2007/Feb/02

มาช้าไปหน่อย แต่ก็...ปั่นมาลงแล้ว...แต่จะบอกว่าเป็นฟิกวันเกิดที่...อุตริมาก เพราะว่าไม่ได้แฮปปี้แต่ออกไปทางมืดๆหน่อย แต่ถ้าใครเคยอ่านฟิกนารุโตะของยูระคงพอจะเดาๆได้ว่าฟิกยูระมักออกมาสไตล์นี้เวลาทำ one-shot ^^''

ตอนแรกก็ตั้งใจจะเขียนออกมาให้ดีๆตลอดรอดฝั่ง แต่ไปๆมาๆตอนท้ายๆก็เผางานอีกจนได้ เลยล่มพับไปหมดไม่เป็นชิ้นดี...ขออภัยนะคะ TTvTT

ยังไงๆก็...ลองๆอ่านกันดูนะคะ...ติชมได้ค่า ></



กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอณุญาตก่อนนะคะ


ใครกัน...ที่บอกว่าผู้เกิดในตระกูลสูง คือผู้บริสุทธิ์

ใครกัน...ที่บอกว่าผู้มีเลือดวงศ์ขุนนางเหนือทวยราษฎร์ คือผู้ไร้มลทิน

ใครกัน...ที่บอกว่าข้าเป็นเพียงหุ่นที่ไม่รู้จักความรัก

และใครกัน...คือผู้ตัดสินว่าอะไรควรจะเป็นเช่นไร...


His Gift for Me
RenjixByakuya One-shot


มืด...มืดสนิท...ทั้งมืดและวังเวงจนแม้แสงเดือนอันซีดจางก็มิอาจลบเลือนในความสงัดอ้างว้างได้ มองเห็น...แต่ก็ราวกับมองไม่เห็น...ได้ยินแต่ก็ราวกับมิได้สำเหนียกสิ่งใด...และคำพูดที่เอ่ย...ก็ยากนักที่จะมาจากดวงใจอันจริงแท้ ก็เพราะข้า...เป็นแค่ตุ๊กตาตัวหนึ่งที่ถูกชักใย

ใครกันมีสิทธิ์ตัดสินชะตาชีวิต...ใครกันที่บอกว่าทุกชีวิตล้วนอยู่ในหัตถ์ของพระเป็นเจ้า...ข้าไม่เคยเห็นพระเจ้า รู้แต่เพียงว่า...เหนือขุนนางยังมีราชา ผู้ซึ่งแม้นามข้าก็ไม่เคยได้ยินพบ

ราชา...เป็นท่านหรือที่ตั้งกฎเกณฑ์ให้ข้าต้องโกหก...เป็นท่านหรือที่ทำให้ข้ามิอาจซื่อตรงต่อจิตใจ กายาข้ามิเคยเป็นของข้า...ดวงใจข้าราวกับไม่เคยเต้น และจิตใจ...ก็เป็นดังนกในกรงที่ได้เพียงฝันถึงวันที่กรงนั้นจะพังภินท์

ข้ายอมขายดวงใจให้กับสัตว์ร้าย เพราะคมเขี้ยวและกรงเล็บของมันสามารถพังกรงทองของท่านที่จองจำข้าเอาไว้ให้ทลายลงได้ ข้าไม่ใช่ของของท่าน ราชาแห่งโซลโซไซตี้...ข้าเกิดมาเป็นทาสรับใช้ท่าน แต่เป็นทาสบนความสูงส่งที่วงศ์ตระกูลยกข้าให้สูงเทียมฟ้า แต่ข้าก็ได้รู้ว่า...ฟากฟ้าที่เคยสูง...บัดนี้กลับยิ่งดูสูงยิ่งไปกว่าก่อน โลกใบนี้มิได้แคบอยู่เพียงในกรงทองที่ข้าเกิดมา

วันที่ข้าลืมตาดูโลก...คือวันที่โซ่ตรวนของภาระหน้าที่ผูกพันข้าเอาไว้ แต่เมื่อมีผู้ฉุดพาข้าออกไป...แม้ในยามมืดมิดที่สุด...หากข้าจะได้อิสระนั้น ก่อนจะกลับเข้ากรงในรุ่งอรุโณทัย...ข้าก็ยินดี เพราะ...มันเป็นสัญญาณบอกว่า...ชีวิตของข้า...ไม่ใช่ของของท่าน...

ใครกัน...บอกว่าข้าไม่รู้จักความรัก...ในเมื่อข้า...ยินยอมจะสยบลงในอ้อมแขนแกร่งคู่นั้น...ยามสนธยามาบรรจบขอบฟ้า และความมืดกลืนกินให้หลายนัยน์ตาหลับลงสู่ห้วงนิทราสิ้น...

ใครกัน...บอกว่าข้าเห็นแก่ตัว...เพียงเพราะข้าไม่เคยเอ่ยคำว่า รักบอกว่าข้าไม่เคยเป็นผู้ให้...บอกว่าข้าดีแต่ทำให้คนหลายคนเจ็บปวดและเสียน้ำตา...บอกว่าข้าไม่คู่ควรกับความรัก...ในเมื่อข้าเคยมีรัก...และได้สูญเสียมันไป

ในเมื่อข้า...กลัวที่จะสูญเสียมันไปอีก...หากแม้จะยอมรับ...เพียงว่าข้ารัก...







กลิ่นหอมของบุปผชาติในสวนกรุ่นขจร เมื่อใบไม้สีอ่อนแปรเปลี่ยนเป็นเข้มสด กลิ่นหวานจากยอดหญ้าตลบลอยขึ้นจากผืนธรณีหลังสายฝนพรำ และแม้นดวงจันทราที่เคยแอบอายอยู่หลังม่านเมฆฝนสีเทาทึบก็พลอยกระจ่างฟ้าดับรัศมีดาราริบหรี่จนหมองไป เมื่อยามสายฝนจาง...หากแต่นัยน์ตาคู่หนึ่งกลับไม่จดจ่ออยู่กับทัศนียภาพของสวนคฤหาสน์ยามราตรี...

ในห้องส่วนตัวที่ประตูเลื่อนปิดสนิทมิดชิด...เชิงเทินประดับเทียนตั้งอยู่ที่มุมหนึ่ง กลิ่นเครื่องหอมยามเพลิงลนฟุ้งกระจายรัญจวนไปทั่วห้อง นัยเนตรสีดุจเดียวกับฟากฟ้าภายนอก หากแต่ไร้สิ้นแสงเดือนดาราใด จับจ้องอยู่ที่อัญมณีคู่เสมือนอันเป็นภาพสะท้อนในกระจกสลักลวดลายวิจิตรพิลาศ พู่กันด้ามเรียวจุ่มเกลี่ยลงบนกระดาษขาวที่ละเลียดไว้ด้วยสีแดงสด สีย้อมติดปลายพู่กันละเอียดไปทุกเส้น ปลายพู่กันนั้นก็จรดลงบนเรียวปากคู่สวยและลากไป...แต่งแต้มให้สีของเรียวปากบางประดุจหยกสองชิ้นนั้นชูสีสดขึ้นประหนึ่งสีลิ้นจี่

เสียงฝีเท้าแผ่วเบากระชั้นใกล้เข้ามา หากแต่เจ้าของนัยเนตรสีนิลกลับมิได้สนใจที่จะหันกลับไป มือเรียวจับกระดาษขาวซับสีลิ้นจี่ให้จางลง ทิ้งรอยรูปริมฝีปากไว้บนแผ่นขาวนั้น... เมฆบดบังจันทราอีกครั้ง ดวงหน้าสีนวลจางหายไปในเงามืด...และในเงามืดนั้น...อ้อมแขนแกร่งของราชาแห่งสัตว์ร้าย ผู้ซึ่งดวงเนตรแดงฉานดังเพลิงกาฬเต้นระริก ก็ฉวยคว้าเรือนร่างบอบบางเข้าครอบครองไว้แต่ลำพัง สูดเอากลิ่นรัญจวนที่มิใช่มาแต่เครื่องหอมนั้นอย่างแผ่วเบาแม้แนบแน่นราวหวงแหน

เบียคุยะ...

สิ้นเสียงทุ้มลึก...เมฆาก็บ่ายโฉม...แหนงหนีให้ดวงบุหลันเลื่อนลอยออกเรืองรองสว่างฟ้า...แสงนวลทอทาบทับร่างสองร่างที่หาได้ซุกซ่อนในเงาฉากของความมืดอีกต่อไป มือใหญ่ลูบไล้ลำคอระหงเลื่อนต่ำลงจนถึงบริเวณที่อาภรณ์จากไหมงามคลอเคลียอยู่บนเนินไหล่สีน้ำนม...นัยน์ตาคมสีรัตติกาลค่อยๆพริ้มหายไปใต้เปลือกตาบาง ปล่อยให้แพขนตายาวทาบเงาลงเหนือพวงแก้มนุ่ม เมื่อไหมนุ่มถูกปลดเปลื้องเลื่อนลงจนเห็นผิวกายขาว

เบียคุยะ...

ลมหายใจอุ่นจนร้อนระรดลงบนผิวกายที่ถูกเผยออกนั้น พร้อมๆกับคำพร่ำกระซิบนามของผู้ถูกโอบกอดซ้ำๆ...ราวกับเทิดทูนเรือนร่างงดงามหมดจดนั้น มือแกร่งข้างหนึ่งค่อยๆเลื่อนไปตามเรียวแขนอ้อนแอ้นที่แสนหลอกตา...หลอกให้พิศวงว่าแขนเรียวคู่นี้จะสามารถจับดาบและปลิดคร่าชีวิตที่ต้องการได้ในเพียงชั่วพริบตาได้หรือ เมื่อมันดูอ่อนช้อยราวกับทำมาเพียงเพื่อถือและบรรเลงเพลงพิณ...

เร็นจิ...

เสียงแว่วหวานกังวานหายไปในความสงัดของค่ำคืน เมื่อจันทรายังคงสว่างค้างอยู่บนฟ้า และเปลวเพลิงยังคงเต้นระริกอยู่บนเชิงเทิน แว่วหวานที่สุด...เพราะน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความปรารถนา...ดุจดังฟองคลื่นที่ซัดโถมเข้าสู่ฝั่งแล้วแตกกระจายไป ก่อนจะถูกคลื่นลูกใหม่ที่โหมแรงกว่าเก่าสาดเข้าปะทะ... ร่างสูงคว้าเอามือขาวเรียวขึ้นมาจุมพิตเบาๆ ก่อนจะดึงเอาแผ่นกระดาษซับรอยประทับสีลิ้นจี่ออกมาจากในมือนั้น

นัยน์ตาดำนิลลืมเปิดขึ้น เมื่ออ้อมแขนอุ่นถดถอยห่างไป ร่างงามค่อยๆหันกลับไป...สิ่งที่พบคือรอยยิ้มน้อยๆบนเรียวปากของร่างสูง ก่อนที่เรียวปากคู่นั้นจะทาบทับลงบนรอยประทับบนกระดาษ นัยน์ตาคู่สวยหรี่เล็กลง...ร่างงามสาวเท้าเข้าไปใกล้...มือเรียวค่อยๆดึงแผ่นกระดาษบางนั้นออก แล้วแทนที่ด้วยริมฝีปากอิ่มนุ่ม...ปลายลิ้นสีชมพูตวัดลากเลียไปบนริมฝีปากอีกคู่ราวกับจะยั่วยุด้วยหลงใหล

ร่างสูงทำเสียงในลำคอ ก่อนจะดึงร่างบางให้ผละออก...ใบหน้าสวยยังคงสงบนิ่ง หากแต่นัยน์ตาคู่งามกลับพราวระริกราวกับกำลังท้าทาย เจ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงกระชากร่างบางเข้ามากดริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากสีสดนั้น ดุนดันลิ้นเข้าระหว่างกลีบปากที่เผยออ้าออกด้วยความเต็มใจ ผู้เป็นเจ้าบ้านครางออกมาเบาๆ ก่อนจะปล่อยให้อีกฝ่ายกดร่างของตนลงบนฟูกนุ่ม...

กลิ่นเครื่องหอมลอยฟุ้งตลบไปทั่ว...เส้นไหมนุ่มลื่นสีดำสนิทไร้การผูกมัดกระจายไปบนฟูกขาว...สีตัดกันราวกลางคืนและกลางวัน...กลีบกระดังงาร่วงจากที่ลน...มอดไหม้ก่อนจะดับสนิทลงเป็นเถ้า...

แม้จะเป็นเจ้าบ้าน แต่ในยามค่ำคืนนี้...ไม่ขอเป็นเจ้าของสิ่งใด...ไม่ต้องการอำนาจที่รัดรึงตนไว้ดังโซ่ตรวนที่ยากจะสลัด...ไม่ต้องการยศถาแลทรัพย์ศฤงคารที่มิอาจให้ความสุขได้...สิ่งที่ต้องการ...แท้จริงแล้วคงเป็นการถูกครอบครอง...แต่เป็นการครอบครองโดยอ้อมแขนของอิสรภาพที่ปลุกเร้าให้เปลวไฟแห่งชีวิตที่เคยมอด...กลับโชติสว่างแผดเผากรงทองจนมลายลงเป็นธุลี...

แต่กระนั้น...ก็ยังไม่อาจผูกมัด...ซึ่งอิสรภาพนั้นไว้ได้...เพียงเพราะ...ความกลัว...กลัวที่จะเจ็บปวดอีกครั้ง...

//บางทีชีวิตในกรงทอง...อาจจะเหมาะกับข้ามากกว่าข้างนอกก็เป็นได้//

...จึ่งได้แต่เพียงถวิลหาอ้อมแขนแห่งอิสรภาพนั้นในเพียงยามค่ำคืน ที่ซึ่งทุกสายตาไม่อาจมองเห็นในความลับ...

//เว้นแต่เพียงสายตาของเจ้าและข้า//

มือเรียวสัมผัสเรือนผมยาวสีดังโลหิต ก่อนจะใช้นิ้วยาวเกี่ยวพันเข้ารัดรึงไว้สีแดงบนสีขาว...เหมือนหยาดโลหิตบนหิมะ...

ยามค่ำคืน...ไร้สุ้มเสียงสำเนียงใดๆ...จะมีก็แต่เพียงเสียงครางแห่งภิรมย์และเสียงกระซิบแผ่วของนามแต่ละฝ่ายที่แว่วจางไปในความเงียบ และคำหวานบอกรักแต่เพียงฝ่ายเดียวที่สะท้อนสะท้านอยู่แต่เพียงในความทรงจำ...

ข้ารักเจ้า...เบียคุยะ

เพียงเพราะ...ไม่อาจจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาได้...เพราะหากเพียงจะเอ่ยวาจาใดๆ...ก็ราวกับจะให้หวาดผวาว่าภาพเบื้องหน้า...เปราะบางดุจแก้ว...แผ่วเบาดุจฟองสบู่...จะแตกสลายไป เหลือเพียงแค่ความฝัน...







ใครกัน...ที่บอกว่าข้าเป็นเพียงหุ่นที่ไม่รู้จักความรัก

ใครกันที่บอกว่าข้าเป็นเพียงตุ๊กตาที่ขยับไปตามลานของคำสั่งและกฎเกณฑ์ที่ข้าไม่อาจละเมิด

เพราะข้ารู้จักรัก...ข้าจึงกลัวว่าสิ่งว่าที่รักจะต้องสูญสลายไป...หากข้าจะมีรัก...ก็ให้มันเป็นเพียงความฝันในยามราตรี...และให้ตำแหน่งหน้าที่เป็นชั่วนาทีของที่ข้าลืมตาตื่น เมื่อตะวันอยู่ค้ำฟ้า...จะไม่มีข้า...ไม่มีเจ้า...เช่นที่เรากำลังแนบใกล้กันเยี่ยงนี้...จะไม่มีรสจูบหรือเสียงแว่วหวานใดๆ...สำเหนียกใกล้ให้ได้ยิน...เพราะว่า...

มีเพียงข้า...และเจ้า...ในความฝันของชั่วราตรีกาลเท่านั้น

เมื่อตะวันมาเยือนขอบฟ้าแลสิงขร...ข้าจะเป็นตุ๊กตาที่สิ้นรัก...เป็นเพียงเครื่องจักรที่ทำงานไปอย่างเที่ยงตรงมิอาจขัด...และเป็นเพียงนกตัวหนึ่งในกรงทองของท้องพระโรงองค์ราชา...

เป็นตุ๊กตาที่บุ้ยใบ้...เพราะเสียงที่จะเอ่ยไม่ใช่ใจจริงของข้า...เป็นตุ๊กตาที่ไร้หู...เพราะเสียงที่ได้ฟังต้องไม่สั่นคลอนเครื่องจักรอันตรงเที่ยง และเป็นตุ๊กตา...ที่ต้องแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตาของเจ้า...ที่จ้องมองข้า...แม้ในยามกลางวัน...เจ้าไม่เคยปิดบัง แต่เจ้าก็ไม่เคยเอ่ยปาก แม้ข้าจะไม่เคยขอ

เจ้าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของข้า...แต่เจ้ากลับเป็นฝ่ายปกป้องเมื่อข้าหวาดกลัว...

เจ้าเป็นฝ่ายโอบอุ้มข้า...ในราตรีที่ข้าพร้อมจะสลัดหน้ากากและร่ำไห้...

เจ้าเป็นคนกอดก่ายข้า...เมื่อร่างนี้เรียกร้องไออุ่นและสัมผัสของคนรัก...

เจ้า...ผู้มีแต่ให้ โดยไม่เคยร้องขออะไรนอกจากการได้โอบกอดข้าเงียบๆ

เจ้า...ผู้ที่ข้าไม่เคยให้อะไร นอกจากเรียกร้องเอาจากเจ้าทั้งๆที่ไม่ต้องปริปาก...

เจ้า...ที่บอกว่ารักข้า ทั้งๆที่ข้า...ไม่เคยเอ่ยปากบอกว่ารักเจ้าสักครั้ง...

แล้วเจ้าจะไม่ตัดสินหรือ...ว่าข้าเป็นคนเห็นแก่ตัว...?







มือแกร่งผลุบหายไปใต้กิโมโนผ้าไหม ลูบเคล้นไล้เอาผิวขาวละเอียดใต้ชายผ้า...ร่างบางหอบหายใจถี่ระรัว เมื่อมือนั้นขยับสูงขึ้นไป...ขึ้นไป... อ๊า~! เรียกเอาเสียงครางที่สะกดไว้มิได้ให้เล็ดลอดลำคอระหง

ร้องดังๆสิ...ข้าอยากฟังเสียงเจ้า... เสียงที่กล่าวแหบพร่า หากแต่แม้เป็นคำสั่งกลายๆ แต่น้ำเสียงกลับฟังสุภาพนุ่มนวลราวกับอยากทะนุถนอมแก้วบางไว้มิให้ต้องมีรอยร้าว เจ้าของเรือนกายแกร่งค่อยๆปรนเปรอให้ร่างบางอย่างเนิบช้าในทีแรก...พยายามเรียกให้อีกฝ่ายตอบสนอง

อือ........อะ.....!!

มือนั้นหยุดการกระทำลง

เจ้าว่าอะไรนะ...ข้าไม่ค่อยได้ยินเลย

นัยน์ตาสีนิลเบิกกว้างขึ้น...อีกฝ่ายคิดจะทำอะไร... เจ้า...? ปกติเร็นจิจะตามใจและนอบน้อมตามเขาแทบทุกอย่าง...

ข้าบอกว่าไม่ค่อยได้ยินเลย...หัวหน้าคุจิกิ ร้องดังๆสิครับ

เบียคุยะหรี่ตาลงอย่างอันตราย...คำเรียกยศของแต่ละฝ่ายไม่ได้รับอนุญาตให้ล่วงล้ำลำคอของฝ่ายใดในเพลาสนธยาอันลี้ลับ หากแต่ไม่ทันที่เรียวปากสวยจะได้เอ่ยคำบริภาษ อ๊า~~!! มือใหญ่ก็รูดเล่นเอาส่วนอ่อนไหวให้เสียวซ่านไปทั่วราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นปลาบ

เจ้า...อื้อ~~!!

ร่างบางชันเข่าขึ้นด้วยความทรมาน...ชายกิโมโนสีน้ำตาลแกมทองเลื่อนจากที่ปกปิดเรียวขาคู่สวยตกลงกองอยู่ที่ต้นขาขาว ผู้ถือยศต่ำกว่าไม่รอช้า ก้มลงประทับจุมพิตซับลงบนต้นขานั้น...ก่อนจะดึงรั้งให้เรียวขาทั้งสองแยกออกจากกัน ร่างบางกัดริมฝีปากด้วยความอับอาย...พวงแก้มนวลแดงระเรื่อด้วยเลือดฝาด หากแต่ร่างสูงกลับปลอบประโลมด้วยจุมพิตเบาๆที่หน้าผากชื้นเหงื่อ

เจ้า...ต้องการอะไร... ทั้งที่อีกฝ่ายไม่เคยร้องขอ... ทำแบบนี้...เพื่ออะไร?

อีกฝ่ายไม่ตอบ นัยน์ตาสีแดงเข้มสบมองกลับมาเงียบๆ ก่อนมือใหญ่ข้างหนึ่งจะไล่รุกใต้ร่มผ้าสูงขึ้นเคล้นเคล้ายอดอกสีชมพูอ่อนจนร่างบางบิดเกร็ง และหอบหายใจถี่

เร็นจิ...

ข้ารักท่าน...รัก... คำตอบมีแต่เพียงเสียงพร่ำบอกว่ารัก...แต่สรรพนามกลับแปรเปลี่ยนจาก ข้า และ เจ้า จนร่างบางถึงกับใจหายสะท้าน...ไม่...ไม่...ไม่...เขาไม่ต้องการเป็นนาย ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเป็นบ่าว ไม่ต้องการให้ฐานันดรมาแบ่งแยกฉากละครอันสวยงามนี้...ไม่ต้องการให้ที่พึ่งทางใจแหล่งสุดท้ายต้องพังทลายลง เพียงเพราะเจ้าแห่งสัตว์ร้ายไม่ต้องการจะคืนหายไปแต่เพียงราตรี

กรงเล็บและคมเขี้ยวนั้นต้องการตะครุบตัวเขาเอาไว้จรดเพลาสายัณห์ซึ่งไม่อาจหลบลี้สายตาด้วยฉากเงา

ไม่...หยุด...เร็นจิ... ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งเร่งเร้า...นิ้วของอีกฝ่ายสอดเข้ามาในช่องทางอย่างไม่รีรอ ทีละนิ้ว...เพิ่มขึ้นทีละนิ้ว...แม้จะอ่อนโยนเยี่ยงเคย แต่กฎของละครที่มีไว้เพียงรักษาแก้วมิให้ร้าว...ก็ถูกทำลายลงไป...

รองหัวหน้าอาบาราอิ ข้าสั่งให้เจ้าหยุด!

เร็นจิหยุด...หยุดตามที่สั่ง...ตามที่นายของเขาสั่ง... นัยน์ตาสีแดงเพลิงสบประสานกับนัยน์ตาสีนิลกาฬที่แม้จะเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา...แต่ก็ทรงอำนาจและเย็นชาดังเช่นเวลาที่อาทิตย์ส่องหล้า ใช่...คนที่อยู่ต่อหน้าเขา คือหัวหน้าคุจิกิ...คือคุจิกิ เบียคุยะ คนที่เขารู้จัก...มิใช่ตัวละครที่มีใบหน้าและเรือนกายเช่นเดียวกับคนที่เขารัก...เพราะว่า...

ถึงหัวหน้าคุจิกิจะดูเหมือนกับตุ๊กตาที่ไร้จิตใจ...แต่คราบของร่างงามที่เขาโอบกอดไว้ทุกคืน ก็เปราะบางราวกับไม่จริงแท้ และเสถียรอยู่เพียงแค่ในความฝัน...

หัวหน้า...ข้า... ลังเลอยู่ชั่วครู่...ฝ่ายอ่อนวัยกว่าก็เอ่ยขึ้น... ข้ารักท่าน... มือข้างที่ว่างเกลี่ยเรือนผมสีดำสนิทที่ลงมาปรกใบหน้าร่างงามออก ท่าน...ที่เป็นท่าน...ตัวตนที่แท้จริงของท่าน

อ่อน...ก็อ่อนแต่เพียงวัย แต่เขาพูดด้วยความซื่อตรงต่อจิตใจของตัวเอง

ข้า...ไม่เข้าใจที่เจ้าพูด

คนที่ไม่เคยเรียกร้อง...ไม่ใช่ว่าไม่อยากเรียกร้อง แต่แค่กลัวว่าแก้วบางจะเปราะแตกจึงไม่เรียกร้อง...แต่เมื่อเห็นว่า...ยิ่งทะนุถนอมไป...แก้วบางก็คงจะยังร้าว เพราะถนอมมากเกินไป...แก้วบางก็ยิ่งบางลง...บางลงจนแม้เพียงสะกิดก็แตกได้ เพราะเหตุนี้...เพราะไม่อยากให้แก้วใบงามต้องสูญสลายจนไม่อาจต่อติดได้อีกต่อไป...จึงต้องเรียกร้อง...

...ท่านโกหก //...ก็ท่านรู้อยู่แก่ใจ//

เพราะมันเป็นของขวัญเพียงสิ่งเดียวที่เขาจะให้กับตุ๊กตาตัวนี้

อ๊า~~!! ร่างสูงแทรกกายเข้าไปในช่องทางที่ได้เตรียมการไว้ก่อนนั้น ขณะร่างบางยังมิทันได้ตั้งตัว...

//ที่เหลือก็เพียงหวัง...ว่าคำเรียกร้องของข้า...จะไปถึงท่านหรือไม่//

เพราะเขาไม่อาจ...ให้ของขวัญดีที่สุดแก่คนที่เขารักได้...มากไปกว่าสิ่งที่คนที่เขารักต้องการที่สุด แต่ก็กลัว...ที่จะไขว่คว้ามันที่สุด...เช่นนี้เอง...

ข้าไม่ต้องการอะไร...มากไปกว่า...ความจริงใจของท่าน...ไม่ได้เหรอครับ

//ไม่ว่าท่านจะตอบรับ...หรือว่าปฏิเสธ...//







ใครกัน...จะตัดสินได้ว่าการโกหกคือความผิด...หรือการไม่พูดคือผิดพลั้ง... ใครบางคนบอกว่าข้าผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า...ใครบางคนที่ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเสียงที่แสนคุ้น...

ในความฝัน...ข้าคงประณามแม้ตัวข้าเอง ถ้าสนิมขึ้น จะไม่สามารถปักได้อีก ถ้าจับพลาด ก็จะบาดตัวเอง ใช่แล้ว ความภูมิใจน่ะ คล้ายกับคมมีด เพราะมันคือดาบสองคมที่ทิ่มแทงข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

แค่คำเรียกร้องของคนที่ไม่เคยเรียกร้อง...ไม่ใช่ข้าไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร...ข้ารู้...และรู้ดีที่สุด...

แต่ข้าก็กลัว...กลัวว่าหากข้าพูดออกมา...สักวันหนึ่งข้าคงต้องเสียเจ้าไป...

กลัวว่าจะไม่มีคนคอยเช็ดน้ำตาที่ข้าหลั่ง...

กลัวว่าจะไม่มีคนโอบกอดในยามหนาว...

กลัวว่าจะไม่มีเจ้า...และไม่มีข้า...

แต่ข้าก็อยากบอกเจ้านัก...

ข้ารักเจ้า...เร็นจิ


His Gift for Me
Fin


จบแบบคนแต่งกวนโอ๊ยให้จิ้นต่อเอาเองซะงั้น =_=''

จริงๆว่าจะเขียนเรทแบบเต็มๆอยู่แต่ไปๆมาๆก็ทำแบบเต็มๆไม่ลงค่ะ มันกระดาก...สงสัยจะห่างเหินมาเสียนาน (จริงง่ะ?) ขอเอาแค่ R นิดๆละกัน ^^;;

แล้วก็...ขออภัยอีกครั้งที่งานช่วงท้ายๆมันเผาๆไปหน่อยนะคะ แหะๆ ^^;;

edit @ 2007/02/03 11:38:30

Comment

Comment:

Tweet


โอ้

ชอบคู่นี้จัง

รักพี่เบียสุดๆ
#4 by yuyu At 2010-02-24 13:47,
สึโค่ยยยย
#3 by KO (125.26.234.149) At 2009-12-01 21:15,
โอ้ กระต่ายน้อยในกรงทอง
มันยอดมากเค่อะจอร์จ
ไม่ได้อ่านแบบนี้จาะฝีมือพี่ยูระมานาน
(แบบนี้น่ะแบบไหน เจาะจงด้วยเซ่)
#2 by คุณ[T]ee At 2007-02-06 23:30,
#1 by [Sayoko™ ] At 2007-02-06 15:13,