กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอณุญาตก่อนนะคะ
Gift fic for Renren-chan <3
รุ่งอรุโณทัยแห่งเหมันตร์เย็บเยี่ยง...เยือนขอบฟ้า
...ดวงสุริยา...เริ่มปีนป่าย...จากหลังสิงขร...
........เพลานี้ของวันใหม่...ช่างหนาวเหน็บนัก........
...เย็นยะเยือก...เย็นย้ำ...เยียบดวงวิญญาณ์...
หากก็เป็นเพลา...ที่นัยน์ตา...จะลืมตื่นเช่นเดียวกัน...
White Dream of Snow
Kaien/Byakuya One-shot
I calmly feel
That I never forget
What I don't want to forget
Even if I don't try to remember it
อรุณรุ่งมาเยือนแล้ว...ฟากฟ้าเบื้องบูรพิศแปรเปลี่ยนจากมืดสนิทเป็นซีดเทา...เมื่อดวงตะวันเริ่มปีนป่ายจากหลังสิงขรสูงตระหง่าน...สัญญาณของวันใหม่แห่งชีวิต...หนึ่งบุรุษลืมตาตื่นจากโลกแห่งความฝัน...ช่วงสมัยแห่งราตรีสิ้นสุดแล้ว...คงเหลือเพียงภาพแรกของโลกแห่งความจริงที่เขาได้พบสบ...
เพดาน...เพดานห้องที่คุ้นเคย
เพดานห้องที่ตื่นมาพบเห็นจนเคยชิน แม้ว่า...จะไม่ใช่ห้องของตัวเอง
ในอ้อมแขนของเขา...ที่กำลังหลับใหลราวกับเจ้าหญิงนิทรา...หลับสนิทราวกับคนตาย แม้ยังคงลมหายใจอ่อนแผ่ว...คือร่างอันไม่ไหวติงของผู้เป็นเจ้าของห้อง...และเคหสถาน... หลับใหล...ราวกับลืมตื่น...แลใหลหลงไปกับความฝันและความผ่อนคลายจากนิทรารมณ์นั้น...
ฤานิทราเมื่อยามหลับตาลงสนิทจะเป็นคราที่ใบหน้างามนั้นได้ปลดเปลื้องจากภาระอันหนักอึ้งในโลกแห่งความจริงที่ไม่อ่อนโยนดังเช่นปุยฝัน...ใบหน้ายามหลับใหล...ผ่อนคลาย...ไร้กังวล...จนดูราวกับ...ได้กลับไปอยู่ในวัยอันอ่อนเดียงสา...
มันกลายมาเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ...มันยาวนาน...ราวกับเป็นนิรันดรจนไม่อาจบอกกล่าว...แต่ก็สั้น...ราวกับฝันที่จะมลายได้ทุกเมื่อเมื่อยามตื่นจนน่าใจหาย...ชายหนุ่มหลับตาลง...อย่างช้าๆ...และแผ่วเบา...
จากราตรีที่มีเพียงความมืดมิดและแสงอันพลิ้วแผ่วจากเปลวเทียนที่ไหววูบแม้เพียงหายใจรดรวยริน...และเสียงหวานที่พร่ำกระซิบคำที่หวานล้ำยิ่งกว่าแม้จะไร้ความหมาย...เมื่อถึงยามเช้า...ก็จะเป็นเช่นนี้...เสมอมา...
ร่างงามนอนหลับ...หลับลึกในนิทรารมณ์ราวกับร่างไร้ชีวิต
แต่เมื่อเพียงได้มองร่างที่หลับใหลราวกับลืมตื่นในยามนี้...ก็ยิ่งราวกับรับรู้ได้ชัดเจนว่า...ภาระในโลกเมื่อยามลืมตาหนักหนาเพียงไร...ราวกับตรวนเหล็ก...ที่พันธนาการไว้ยากจะหน่ายหนี...
เปลือกตาบางปิดสนิท...รี้เร้นอัญมณีคู่สวยให้พ้นจากสายตาคู่อื่นที่จะได้เห็น แพขนตายาว...อ่อนนุ่ม...คลอเคลียกับผิวเนื้อ...สีดำสนิทตัดกับสีขาว...ขาวหมดจด...ดุจดัง...ไร้มลทินใดๆ...
...จนอดคิดไม่ได้ว่า...สิ่งที่พวกเขาทำ...สิ่งที่พวกเขาเป็น...ในตอนนี้...มันผิดหรือเปล่านะ
เมื่อนึกถึงภาระอันหนักอึ้ง...หน้าที่ที่ต้องกระทำ...และชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล...เพียงแค่นามกรเดียวก็สร้างความเจ็บปวด...และกดดันให้กับคนคนหนึ่งได้มากถึงเพียงนี้...
เจ็บปวด...แต่ก็ไม่อาจหลั่งน้ำตาได้
เหนื่อยหน่าย...แต่ก็ไม่อาจหน่ายหนีจาก
ทุกข์ทน...แต่ก็ได้แต่ทนทุกข์
สิ้นหวัง...แต่ก็ไม่อาจสะบัดหลุด
คุจิกิ หนึ่งใน 4 ตระกูลขุนนางใหญ่...นามกรที่เป็นประหนึ่งตรวนที่รั้งร่างบางไว้ด้วยโซ่ทอง...จนสิ้นแล้วซึ่งอิสรภาพใดๆ
คุจิกิ นามกรที่นำพาให้ผยองและเย่อหยิ่งในเกียรติศักดิ์ของพงศา
แต่... คุจิกิ ด้วยเหตุผลกลใดฤา นามกรเจ้าจึงเป็นดังนาม...เปรียบดังไม้ใหญ่ที่เน่าเปื่อยผุพัง...ใหญ่แต่ก็ใหญ่เพียงลำต้นที่ตั้งคงอยู่ได้ด้วยความมโหฬารยิ่งกว่าหลายเคหสถาน แต่ก็ตั้งอยู่บนรากเหง้า...หลักชัยที่เน่าเปื่อยผุพังของรากที่พร้อมจะปริแตกแค่เพียงรับน้ำเพิ่มอีกเล็กน้อย
หากชีวิตของผู้เกิดมาในตระกูลสูงคือการที่ต้องแบกรับ คือสุขบนทุกข์ที่ไม่อาจสลัด...เขาไม่สงสัยเลย หากบรรพชนแห่งตระกูลชิบะจะเลือกที่จะสละฐานันดรอันเทียมฟ้ากลับคืนสู่ชีวิตสามัญชน
สำหรับคุจิกิ เบียคุยะ...โลก คือ...กรงขนาดใหญ่ที่จะหมุนไปก็ต่อเมื่อผู้ถูกกักขังอยู่ในกรงต้องขยับวิ่ง แต่...
สำหรับชิบะ ไคเอ็น...โลก คือ...มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด...ที่เขาพร้อมจะล่องเรือไปทั่วอย่างอิสระเสรี...แม้ว่าสายน้ำ...จะเชี่ยวกรากสักเพียงใดก็ตาม...
ร่างบางที่นอนขนาบเคียงขยับตัวเล็กน้อย...คงอีกไม่นานแล้วที่ความฝันอันแสนหวานจะสิ้นสุด มือแกร่งลูบไล้เส้นไหมนุ่มดำสนิทอย่างแผ่วเบา...ในความเงียบงันที่ความฝันอันเปราะบางพร้อมจะแตกสลายลงจนไม่เหลือเศษเสี้ยวไหนๆ...เส้นไหมนุ่มลื่น...สีเดียวกับราตรีกาลอันไร้เดือนดาราใด...แม้ยามหนุนนอนลงแนบใกล้...เมื่อยามใบหน้าแนบชิด...เส้นผมที่ผสมปนเปกัน...แม้จะเป็นสีดำดุจเดียว แต่ก็สามารถแบ่งแยกได้เจนชัด...
เรือนผมสีดำนุ่มเป็นมันวาว...เขาชอบสีของมันเหลือเกิน
สีดำ...ที่ใครๆก็เชื่อว่าเป็นสีของมลทินอันมัวหมอง
สีดำ...ที่ใครๆก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นสีที่น่าชังน่ารังเกียจ
//แต่ว่าสีดำ...ของเรือนผมของเจ้า...แตกต่างออกไป//
สีดำ...ของผู้ที่เป็นประดุจสีขาวของหิมะอันพิสุทธิ์...คือตัวแทนของความมืดแห่งราตรีกาล...เพลาที่นัยน์ตาแสนงามของเจ้าพึงปิด...กาลสมัยแห่งอิสรภาพที่จะหาได้แม้เพียงในภาพฝัน...มันแสนสั้น...แต่ก็งดงามนัก...เมื่อยามทอดสายตามองใบหน้าของร่างงามที่เป็นสุขเหมือนเด็กน้อยในช่วงวัยอ่อนชันษา
//ทว่า...สีสันอันตรงข้ามก็ยังไม่อาจแยกจากเจ้า...// เช่นเดียวกับผิวกาย...เนินไหล่ขาวนวล...ที่โผล่พ้นจากผืนผ้าห่มสีไข่กา
ร่างสูงขยับดึงผืนผ้าสีไข่กานั้นขึ้นห่มคลุมผิวกายอันเปลือยเปล่าของคนรัก...หากจะเรียกได้ว่าเป็นเช่นนั้น...อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว...เย็นจนผิวเนื้อที่เพิ่งสัมผัสเมื่อครู่...แม้เพียงแผ่วเบา...ก็รับรู้ได้ถึงกายที่เย็นลงเมื่อไอแห่งฤดูเหมันต์มาจับต้อง
ขอโทษนะ...เบียคุยะ
เพราะว่ารู้ชัด...ว่าเรื่องระหว่างเขาทั้งสองไม่อาจเป็นไปได้
เพราะว่ารู้ชัด...จึงได้แกล้งเสแสร้งทำเป็นไม่รู้
ขอโทษ...
สิ้นแล้ว...กาลสมัยของราตรีแห่งฝันหวาน
คำขอโทษของเจ้า...ข้าฟังมามากเกินพอแล้ว
เสแสร้ง...ทำเป็นเกลียดและเย็นชา
ยามอรุณรุ่งแห่งเหมันต์ช่างหนาวเหน็บนัก...
ร่างบางใต้ผืนผ้าห่มขยับ เอ่ยตอบคำขอโทษของอีกฝ่ายด้วยเสียงเบาราวกระซิบ ก่อนจะแนบศรีษะลงพักพิงกับแผ่นอกแกร่งหาไออุ่น...คนที่อบอุ่น...เป็นเสมือนยิ่งกว่าดวงสุริยาที่กำลังขึ้น ณ ขอบฟ้า...
เบียคุยะ...ข้า...
เจ้า...ตั้งแต่ครั้งแรก...เจ้าขอโทษเรื่องอะไร ทุกครั้งที่ข้าตื่นมาพบว่าเจ้ายังไม่ไปจากบ้านข้า...เจ้าจะต้องขอโทษทุกครั้ง
ถ้าเจ้าตอบข้าไม่ได้ว่ากำลังขอโทษเรื่องอะไร ชิบะ ไคเอ็น คำขอโทษของเจ้าก็ไม่จำเป็นสำหรับข้าเลยสักนิด
ยิ่งหนาวก็ยิ่งอยากอยู่ใกล้ดวงตะวัน...
ร่างบางส่ายศรีษะน้อยๆ...เส้นผมดังไหมลื่นนุ่มเกลี่ยสัมผัสกับแผ่นอกและปลายคางของร่างสูง...ใกล้...จนรับรู้ได้ถึงกลิ่นหวานหอมของดอกซากุระ...ซากุระที่ยังคงโรยกลีบ...ส่งกลิ่นหอมแม้ฤดูแห่งเหมันต์...หลอกล่อให้เคลิ้บเคลิ้มและใหลหลง...
นิ้วยาวเรียวสัมผัสคางมนอย่างทะนุถนอม ก่อนจะดึงใบหน้างามเข้ามาใกล้...ประทับจุมพิตลงบนกลีบปากนุ่มสีแดงสดที่ชื้นน้อยๆด้วยไอเย็นของวันหนาว...ดื่มเอาความหวานล้ำที่ไม่เคยมีผู้ใดได้สัมผัสราวกับไม่รู้จักอิ่ม
โหยหา...อาทรราวกับไม่อยากให้ความฝันนั้นจบลง
ร่างบางเผยอริมฝีปาก...รับเอาลิ้นร้อนและลมหายใจอุ่นที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้อย่างเต็มใจ
เหนื่อยเหลือเกิน...ที่ต้องเสแสร้งทำเป็นเกลียด
//ข้ายอมรับ...ว่าข้าริษยาเจ้านัก...//
จากความเกลียดชังดังถูกพิษของอสรพิษแห่งความริษยาที่แผดพ่น...พิษร้ายกลับกลายเป็นอดีต...เป็นเชื้อสุมที่วิ่งไปในกระแสเลือด...มันไม่เจ็บ...เหมือนกับครั้งแรกที่ถูกพิษพ่น...แต่ชาดิ่ง...ประดุจโรคร้ายที่ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้...เพียงเพราะอำนาจหน้าที่...
//ข้าชิงชัง...ในอิสรภาพของเจ้า//
ตระกูลคุจิกิจำเป็นต้องมีทายาทสืบทอด...ผู้เป็นเจ้าบ้านจะต้องเดินอยู่ในเส้นทางอันดีงามและเป็นแบบอย่างของทุกยมทูตแห่งเซเรย์เทย์...
ยิ่งร่างบางกอดรัดแน่น ร่างสูงก็ยิ่งจุมพิตหนักหน่วง...ราวกับอยากจะพร่ำบอกซ้ำๆ...ยืนยันให้อีกฝ่ายรับรู้ว่า...แม้ฟ้าจะสางแล้ว...แต่สุริยาของเจ้าก็ยังจะไม่จากไปไหน
หากนิ่งเฉย...ก็จะได้แค่เมียงมอง
หากเฉยชา...นั่นก็แค่เสแสร้ง
หากไม่ขยับ...ก็ไม่อาจช่วยเหลือเจ้า...
จากตระกูล...จากกฎเกณฑ์...จากตัวเจ้าเอง
ควรแล้วฤาที่ต้องอยู่นิ่ง...ให้สิ่งที่เรียกว่า ข้อบังคับ มาพรากผู้เป็นที่รักไป
หากเป็นเช่นนั้น...ก็แค่คนอ่อนแอ...คนขี้แพ้คนหนึ่ง หรือมิใช่...?
มือเรียวขาวซีดสัมผัสผิวแก้มของเขา...มือที่นุ่มนวลราวกับมิเคยจับดาบ...เย็นเยียบราวกับดูดกลืนเอาไว้ซึ่งทุกอณูของอากาศหนาว...ร่างสูงยิ้มน้อยๆ ก่อนจะวางมือของตนทาบทับมือเรียวนั้น...มอบความอบอุ่นที่มีให้
ความอบอุ่น...สิ่งที่คนในอ้อมแขนไม่เคยได้...คือสิ่งเดียวที่เขาสามารถให้คนคนนี้ได้ในขณะนี้...
แต่...ถ้าหาก...
ข้ารักเจ้า
ถ้าหาก...สิ่งที่ทำได้จะไม่ใช่แค่เพียงคำพูดที่เลื่อนลอย...
//หากข้าจะเป็นปฏิปักษ์กับกฎเกณฑ์ของโซลโซไซตี้แล้ว...เจ้า...ผู้เป็นดั่งผู้รักษากฎ...จะยืนขวางข้าบนถนนเส้นนั้น...และหันดาบใส่ข้ารึเปล่า...//
มือใหญ่กุมมือเล็กเรียวเอาไว้แน่น เบียคุยะ... นัยน์ตาสีนิลสองคู่สบประสานกัน...ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งสองจะประกบกันอีกครั้ง...แลกจุมพิตที่เป็นดังสัญญาอันเงียบงันของคนผู้หนึ่ง...สัญญาทั้งชีวิต...ที่จะรักษาด้วยชีวิต...
It was a cold day
I kept on waiting
Just for you
รัก...
รุ่งอรุโณทัยมาเยือนแล้ว...ฟากฟ้าเบื้องบูรพาทิศแปรเปลี่ยนจากสีเทาเป็นขาวซีด...ไอเย็นเริ่มจับตัวเป็นกลุ่มก้อน และ...ในที่สุด...หิมะ...ก็ตกลงมา
จะรักษาสัญญา...แม้ว่าคนตรงหน้าจะปฏิเสธความช่วยเหลือใดๆ
แม้ว่าถนนจะยาวไกล...แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้าในฐานะศัตรู...หากต้องใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลง...ต้นไม้ใหญ่ที่เน่าเปื่อย...รากเหง้าที่ผุพัง...หากเพื่อสัญญาที่ให้ไว้แล้ว...เขาก็จะโค่นไม้ใหญ่นั้นลง...ด้วยกำลังที่มี...
โค่นกฎเกณฑ์แห่งเซเรย์เทย์...ด้วยสายน้ำที่เชี่ยวกราก...ด้วยปณิธาน...ด้วยอิสระที่เขามี...
I was afraid of nothing
I could even think
That even if it was the last day of my life
I didn't care
//เพื่อเจ้า...//
...คนสองตระกูล...ความคิดที่แตกต่าง...แต่ในความแตกต่าง...ก็หวังเหลือเกินว่า...ที่สุดปลายทางของถนนอันเหยียดยาวนั้นคือที่แห่งเดียวกัน...ร่างสองร่างสวมกอดกันบนฟูกนุ่ม...ใต้ผ้าห่มสีไข่กา...ใต้ชายคาเพดานผืนเดิม...ประตูกระดาษเปิดคาไว้เล็กน้อยพอให้เห็นโลกภายนอกว่า...หิมะแรกของฤดูหนาวได้ตกลงมาแล้ว...
ขาวพิสุทธิ์ราวกับไร้มลทิน...ขาวโพลน...ราวกับภาพฝัน...ฝันแสนหวานดุจเดียวกับฝันในนิทราแห่งราตรีกาลอันดำสนิท...สีสันตรงกันข้าม...
ความฝันสีขาวของหิมะ...
เมื่อฝันตกลงมาแล้ว...ก็ให้มันเป็นความฝัน...ฝันต่อในราตรีสีขาวที่ยืดยาว...ในฝัน...ที่มีทั้งดวงตะวันและจันทรา...
A flash of light
Shone on us
As if to celebrate
The way we were going on
ที่ซึ่งจันทรา...จะไม่หนาวเหน็บอีกต่อไป...
White Dream of Snow
Fin
Gift fic for Renren-chan <3
รุ่งอรุโณทัยแห่งเหมันตร์เย็บเยี่ยง...เยือนขอบฟ้า
...ดวงสุริยา...เริ่มปีนป่าย...จากหลังสิงขร...
........เพลานี้ของวันใหม่...ช่างหนาวเหน็บนัก........
...เย็นยะเยือก...เย็นย้ำ...เยียบดวงวิญญาณ์...
หากก็เป็นเพลา...ที่นัยน์ตา...จะลืมตื่นเช่นเดียวกัน...
White Dream of Snow
Kaien/Byakuya One-shot
I calmly feel
That I never forget
What I don't want to forget
Even if I don't try to remember it
อรุณรุ่งมาเยือนแล้ว...ฟากฟ้าเบื้องบูรพิศแปรเปลี่ยนจากมืดสนิทเป็นซีดเทา...เมื่อดวงตะวันเริ่มปีนป่ายจากหลังสิงขรสูงตระหง่าน...สัญญาณของวันใหม่แห่งชีวิต...หนึ่งบุรุษลืมตาตื่นจากโลกแห่งความฝัน...ช่วงสมัยแห่งราตรีสิ้นสุดแล้ว...คงเหลือเพียงภาพแรกของโลกแห่งความจริงที่เขาได้พบสบ...
เพดาน...เพดานห้องที่คุ้นเคย
เพดานห้องที่ตื่นมาพบเห็นจนเคยชิน แม้ว่า...จะไม่ใช่ห้องของตัวเอง
ในอ้อมแขนของเขา...ที่กำลังหลับใหลราวกับเจ้าหญิงนิทรา...หลับสนิทราวกับคนตาย แม้ยังคงลมหายใจอ่อนแผ่ว...คือร่างอันไม่ไหวติงของผู้เป็นเจ้าของห้อง...และเคหสถาน... หลับใหล...ราวกับลืมตื่น...แลใหลหลงไปกับความฝันและความผ่อนคลายจากนิทรารมณ์นั้น...
ฤานิทราเมื่อยามหลับตาลงสนิทจะเป็นคราที่ใบหน้างามนั้นได้ปลดเปลื้องจากภาระอันหนักอึ้งในโลกแห่งความจริงที่ไม่อ่อนโยนดังเช่นปุยฝัน...ใบหน้ายามหลับใหล...ผ่อนคลาย...ไร้กังวล...จนดูราวกับ...ได้กลับไปอยู่ในวัยอันอ่อนเดียงสา...
มันกลายมาเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ...มันยาวนาน...ราวกับเป็นนิรันดรจนไม่อาจบอกกล่าว...แต่ก็สั้น...ราวกับฝันที่จะมลายได้ทุกเมื่อเมื่อยามตื่นจนน่าใจหาย...ชายหนุ่มหลับตาลง...อย่างช้าๆ...และแผ่วเบา...
จากราตรีที่มีเพียงความมืดมิดและแสงอันพลิ้วแผ่วจากเปลวเทียนที่ไหววูบแม้เพียงหายใจรดรวยริน...และเสียงหวานที่พร่ำกระซิบคำที่หวานล้ำยิ่งกว่าแม้จะไร้ความหมาย...เมื่อถึงยามเช้า...ก็จะเป็นเช่นนี้...เสมอมา...
ร่างงามนอนหลับ...หลับลึกในนิทรารมณ์ราวกับร่างไร้ชีวิต
แต่เมื่อเพียงได้มองร่างที่หลับใหลราวกับลืมตื่นในยามนี้...ก็ยิ่งราวกับรับรู้ได้ชัดเจนว่า...ภาระในโลกเมื่อยามลืมตาหนักหนาเพียงไร...ราวกับตรวนเหล็ก...ที่พันธนาการไว้ยากจะหน่ายหนี...
เปลือกตาบางปิดสนิท...รี้เร้นอัญมณีคู่สวยให้พ้นจากสายตาคู่อื่นที่จะได้เห็น แพขนตายาว...อ่อนนุ่ม...คลอเคลียกับผิวเนื้อ...สีดำสนิทตัดกับสีขาว...ขาวหมดจด...ดุจดัง...ไร้มลทินใดๆ...
...จนอดคิดไม่ได้ว่า...สิ่งที่พวกเขาทำ...สิ่งที่พวกเขาเป็น...ในตอนนี้...มันผิดหรือเปล่านะ
เมื่อนึกถึงภาระอันหนักอึ้ง...หน้าที่ที่ต้องกระทำ...และชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล...เพียงแค่นามกรเดียวก็สร้างความเจ็บปวด...และกดดันให้กับคนคนหนึ่งได้มากถึงเพียงนี้...
เจ็บปวด...แต่ก็ไม่อาจหลั่งน้ำตาได้
เหนื่อยหน่าย...แต่ก็ไม่อาจหน่ายหนีจาก
ทุกข์ทน...แต่ก็ได้แต่ทนทุกข์
สิ้นหวัง...แต่ก็ไม่อาจสะบัดหลุด
คุจิกิ หนึ่งใน 4 ตระกูลขุนนางใหญ่...นามกรที่เป็นประหนึ่งตรวนที่รั้งร่างบางไว้ด้วยโซ่ทอง...จนสิ้นแล้วซึ่งอิสรภาพใดๆ
คุจิกิ นามกรที่นำพาให้ผยองและเย่อหยิ่งในเกียรติศักดิ์ของพงศา
แต่... คุจิกิ ด้วยเหตุผลกลใดฤา นามกรเจ้าจึงเป็นดังนาม...เปรียบดังไม้ใหญ่ที่เน่าเปื่อยผุพัง...ใหญ่แต่ก็ใหญ่เพียงลำต้นที่ตั้งคงอยู่ได้ด้วยความมโหฬารยิ่งกว่าหลายเคหสถาน แต่ก็ตั้งอยู่บนรากเหง้า...หลักชัยที่เน่าเปื่อยผุพังของรากที่พร้อมจะปริแตกแค่เพียงรับน้ำเพิ่มอีกเล็กน้อย
หากชีวิตของผู้เกิดมาในตระกูลสูงคือการที่ต้องแบกรับ คือสุขบนทุกข์ที่ไม่อาจสลัด...เขาไม่สงสัยเลย หากบรรพชนแห่งตระกูลชิบะจะเลือกที่จะสละฐานันดรอันเทียมฟ้ากลับคืนสู่ชีวิตสามัญชน
สำหรับคุจิกิ เบียคุยะ...โลก คือ...กรงขนาดใหญ่ที่จะหมุนไปก็ต่อเมื่อผู้ถูกกักขังอยู่ในกรงต้องขยับวิ่ง แต่...
สำหรับชิบะ ไคเอ็น...โลก คือ...มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด...ที่เขาพร้อมจะล่องเรือไปทั่วอย่างอิสระเสรี...แม้ว่าสายน้ำ...จะเชี่ยวกรากสักเพียงใดก็ตาม...
ร่างบางที่นอนขนาบเคียงขยับตัวเล็กน้อย...คงอีกไม่นานแล้วที่ความฝันอันแสนหวานจะสิ้นสุด มือแกร่งลูบไล้เส้นไหมนุ่มดำสนิทอย่างแผ่วเบา...ในความเงียบงันที่ความฝันอันเปราะบางพร้อมจะแตกสลายลงจนไม่เหลือเศษเสี้ยวไหนๆ...เส้นไหมนุ่มลื่น...สีเดียวกับราตรีกาลอันไร้เดือนดาราใด...แม้ยามหนุนนอนลงแนบใกล้...เมื่อยามใบหน้าแนบชิด...เส้นผมที่ผสมปนเปกัน...แม้จะเป็นสีดำดุจเดียว แต่ก็สามารถแบ่งแยกได้เจนชัด...
เรือนผมสีดำนุ่มเป็นมันวาว...เขาชอบสีของมันเหลือเกิน
สีดำ...ที่ใครๆก็เชื่อว่าเป็นสีของมลทินอันมัวหมอง
สีดำ...ที่ใครๆก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นสีที่น่าชังน่ารังเกียจ
//แต่ว่าสีดำ...ของเรือนผมของเจ้า...แตกต่างออกไป//
สีดำ...ของผู้ที่เป็นประดุจสีขาวของหิมะอันพิสุทธิ์...คือตัวแทนของความมืดแห่งราตรีกาล...เพลาที่นัยน์ตาแสนงามของเจ้าพึงปิด...กาลสมัยแห่งอิสรภาพที่จะหาได้แม้เพียงในภาพฝัน...มันแสนสั้น...แต่ก็งดงามนัก...เมื่อยามทอดสายตามองใบหน้าของร่างงามที่เป็นสุขเหมือนเด็กน้อยในช่วงวัยอ่อนชันษา
//ทว่า...สีสันอันตรงข้ามก็ยังไม่อาจแยกจากเจ้า...// เช่นเดียวกับผิวกาย...เนินไหล่ขาวนวล...ที่โผล่พ้นจากผืนผ้าห่มสีไข่กา
ร่างสูงขยับดึงผืนผ้าสีไข่กานั้นขึ้นห่มคลุมผิวกายอันเปลือยเปล่าของคนรัก...หากจะเรียกได้ว่าเป็นเช่นนั้น...อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว...เย็นจนผิวเนื้อที่เพิ่งสัมผัสเมื่อครู่...แม้เพียงแผ่วเบา...ก็รับรู้ได้ถึงกายที่เย็นลงเมื่อไอแห่งฤดูเหมันต์มาจับต้อง
ขอโทษนะ...เบียคุยะ
เพราะว่ารู้ชัด...ว่าเรื่องระหว่างเขาทั้งสองไม่อาจเป็นไปได้
เพราะว่ารู้ชัด...จึงได้แกล้งเสแสร้งทำเป็นไม่รู้
ขอโทษ...
สิ้นแล้ว...กาลสมัยของราตรีแห่งฝันหวาน
คำขอโทษของเจ้า...ข้าฟังมามากเกินพอแล้ว
เสแสร้ง...ทำเป็นเกลียดและเย็นชา
ยามอรุณรุ่งแห่งเหมันต์ช่างหนาวเหน็บนัก...
ร่างบางใต้ผืนผ้าห่มขยับ เอ่ยตอบคำขอโทษของอีกฝ่ายด้วยเสียงเบาราวกระซิบ ก่อนจะแนบศรีษะลงพักพิงกับแผ่นอกแกร่งหาไออุ่น...คนที่อบอุ่น...เป็นเสมือนยิ่งกว่าดวงสุริยาที่กำลังขึ้น ณ ขอบฟ้า...
เบียคุยะ...ข้า...
เจ้า...ตั้งแต่ครั้งแรก...เจ้าขอโทษเรื่องอะไร ทุกครั้งที่ข้าตื่นมาพบว่าเจ้ายังไม่ไปจากบ้านข้า...เจ้าจะต้องขอโทษทุกครั้ง
ถ้าเจ้าตอบข้าไม่ได้ว่ากำลังขอโทษเรื่องอะไร ชิบะ ไคเอ็น คำขอโทษของเจ้าก็ไม่จำเป็นสำหรับข้าเลยสักนิด
ยิ่งหนาวก็ยิ่งอยากอยู่ใกล้ดวงตะวัน...
ร่างบางส่ายศรีษะน้อยๆ...เส้นผมดังไหมลื่นนุ่มเกลี่ยสัมผัสกับแผ่นอกและปลายคางของร่างสูง...ใกล้...จนรับรู้ได้ถึงกลิ่นหวานหอมของดอกซากุระ...ซากุระที่ยังคงโรยกลีบ...ส่งกลิ่นหอมแม้ฤดูแห่งเหมันต์...หลอกล่อให้เคลิ้บเคลิ้มและใหลหลง...
นิ้วยาวเรียวสัมผัสคางมนอย่างทะนุถนอม ก่อนจะดึงใบหน้างามเข้ามาใกล้...ประทับจุมพิตลงบนกลีบปากนุ่มสีแดงสดที่ชื้นน้อยๆด้วยไอเย็นของวันหนาว...ดื่มเอาความหวานล้ำที่ไม่เคยมีผู้ใดได้สัมผัสราวกับไม่รู้จักอิ่ม
โหยหา...อาทรราวกับไม่อยากให้ความฝันนั้นจบลง
ร่างบางเผยอริมฝีปาก...รับเอาลิ้นร้อนและลมหายใจอุ่นที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้อย่างเต็มใจ
เหนื่อยเหลือเกิน...ที่ต้องเสแสร้งทำเป็นเกลียด
//ข้ายอมรับ...ว่าข้าริษยาเจ้านัก...//
จากความเกลียดชังดังถูกพิษของอสรพิษแห่งความริษยาที่แผดพ่น...พิษร้ายกลับกลายเป็นอดีต...เป็นเชื้อสุมที่วิ่งไปในกระแสเลือด...มันไม่เจ็บ...เหมือนกับครั้งแรกที่ถูกพิษพ่น...แต่ชาดิ่ง...ประดุจโรคร้ายที่ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้...เพียงเพราะอำนาจหน้าที่...
//ข้าชิงชัง...ในอิสรภาพของเจ้า//
ตระกูลคุจิกิจำเป็นต้องมีทายาทสืบทอด...ผู้เป็นเจ้าบ้านจะต้องเดินอยู่ในเส้นทางอันดีงามและเป็นแบบอย่างของทุกยมทูตแห่งเซเรย์เทย์...
ยิ่งร่างบางกอดรัดแน่น ร่างสูงก็ยิ่งจุมพิตหนักหน่วง...ราวกับอยากจะพร่ำบอกซ้ำๆ...ยืนยันให้อีกฝ่ายรับรู้ว่า...แม้ฟ้าจะสางแล้ว...แต่สุริยาของเจ้าก็ยังจะไม่จากไปไหน
หากนิ่งเฉย...ก็จะได้แค่เมียงมอง
หากเฉยชา...นั่นก็แค่เสแสร้ง
หากไม่ขยับ...ก็ไม่อาจช่วยเหลือเจ้า...
จากตระกูล...จากกฎเกณฑ์...จากตัวเจ้าเอง
ควรแล้วฤาที่ต้องอยู่นิ่ง...ให้สิ่งที่เรียกว่า ข้อบังคับ มาพรากผู้เป็นที่รักไป
หากเป็นเช่นนั้น...ก็แค่คนอ่อนแอ...คนขี้แพ้คนหนึ่ง หรือมิใช่...?
มือเรียวขาวซีดสัมผัสผิวแก้มของเขา...มือที่นุ่มนวลราวกับมิเคยจับดาบ...เย็นเยียบราวกับดูดกลืนเอาไว้ซึ่งทุกอณูของอากาศหนาว...ร่างสูงยิ้มน้อยๆ ก่อนจะวางมือของตนทาบทับมือเรียวนั้น...มอบความอบอุ่นที่มีให้
ความอบอุ่น...สิ่งที่คนในอ้อมแขนไม่เคยได้...คือสิ่งเดียวที่เขาสามารถให้คนคนนี้ได้ในขณะนี้...
แต่...ถ้าหาก...
ข้ารักเจ้า
ถ้าหาก...สิ่งที่ทำได้จะไม่ใช่แค่เพียงคำพูดที่เลื่อนลอย...
//หากข้าจะเป็นปฏิปักษ์กับกฎเกณฑ์ของโซลโซไซตี้แล้ว...เจ้า...ผู้เป็นดั่งผู้รักษากฎ...จะยืนขวางข้าบนถนนเส้นนั้น...และหันดาบใส่ข้ารึเปล่า...//
มือใหญ่กุมมือเล็กเรียวเอาไว้แน่น เบียคุยะ... นัยน์ตาสีนิลสองคู่สบประสานกัน...ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งสองจะประกบกันอีกครั้ง...แลกจุมพิตที่เป็นดังสัญญาอันเงียบงันของคนผู้หนึ่ง...สัญญาทั้งชีวิต...ที่จะรักษาด้วยชีวิต...
It was a cold day
I kept on waiting
Just for you
รัก...
รุ่งอรุโณทัยมาเยือนแล้ว...ฟากฟ้าเบื้องบูรพาทิศแปรเปลี่ยนจากสีเทาเป็นขาวซีด...ไอเย็นเริ่มจับตัวเป็นกลุ่มก้อน และ...ในที่สุด...หิมะ...ก็ตกลงมา
จะรักษาสัญญา...แม้ว่าคนตรงหน้าจะปฏิเสธความช่วยเหลือใดๆ
แม้ว่าถนนจะยาวไกล...แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้าในฐานะศัตรู...หากต้องใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลง...ต้นไม้ใหญ่ที่เน่าเปื่อย...รากเหง้าที่ผุพัง...หากเพื่อสัญญาที่ให้ไว้แล้ว...เขาก็จะโค่นไม้ใหญ่นั้นลง...ด้วยกำลังที่มี...
โค่นกฎเกณฑ์แห่งเซเรย์เทย์...ด้วยสายน้ำที่เชี่ยวกราก...ด้วยปณิธาน...ด้วยอิสระที่เขามี...
I was afraid of nothing
I could even think
That even if it was the last day of my life
I didn't care
//เพื่อเจ้า...//
...คนสองตระกูล...ความคิดที่แตกต่าง...แต่ในความแตกต่าง...ก็หวังเหลือเกินว่า...ที่สุดปลายทางของถนนอันเหยียดยาวนั้นคือที่แห่งเดียวกัน...ร่างสองร่างสวมกอดกันบนฟูกนุ่ม...ใต้ผ้าห่มสีไข่กา...ใต้ชายคาเพดานผืนเดิม...ประตูกระดาษเปิดคาไว้เล็กน้อยพอให้เห็นโลกภายนอกว่า...หิมะแรกของฤดูหนาวได้ตกลงมาแล้ว...
ขาวพิสุทธิ์ราวกับไร้มลทิน...ขาวโพลน...ราวกับภาพฝัน...ฝันแสนหวานดุจเดียวกับฝันในนิทราแห่งราตรีกาลอันดำสนิท...สีสันตรงกันข้าม...
ความฝันสีขาวของหิมะ...
เมื่อฝันตกลงมาแล้ว...ก็ให้มันเป็นความฝัน...ฝันต่อในราตรีสีขาวที่ยืดยาว...ในฝัน...ที่มีทั้งดวงตะวันและจันทรา...
A flash of light
Shone on us
As if to celebrate
The way we were going on
ที่ซึ่งจันทรา...จะไม่หนาวเหน็บอีกต่อไป...
White Dream of Snow
Fin