2007/May/31

กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ


Long lost words whisper slowly to me
Still can't find what keeps me here
When all this time I've been so hollow inside
I know you're still there

~Haunted, Evanescence


Trespassing Babylon

I Raining World


//...ในวันนั้น...ฝนตก...//

เม็ดฝนเย็นเยียบร่วงหล่นจากฟากฟ้า...หยดแล้วหยดเล่า...ลงสู่ท้องทะเลแห่งความทรงจำ หยดหยาดใสกระทบพื้นผิวสีครามแตกกระจายออกเป็นวง ก่อนจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งกับมหาสมุทรกว้าง...ผสมปนเป...กลับคืนสู่ความเป็นนิรันดรของวัฏจักรอันไร้ที่สิ้นสุด

สายฝนโปรยปรายลงมา...หนักหน่วงราวกับผืนนภามิอาจโอบอุ้มสายน้ำเอาไว้ได้ หยดน้ำร่วงหล่นจากฟากฟ้า...แปรเปลี่ยนทะเลที่เคยสงบให้ป่วนปั่นด้วยคลื่นลม คลื่นใหญ่ถาโถมสู่หาดขาว ชะล้างเอาทุกสรรพสิ่งที่ถูกทอดทิ้งไว้บนผืนทรายจนไม่เหลืออะไร...นอกจากฟองคลื่นสีพิสุทธิ์ที่ค่อยๆถดถอย...หวนคืนสู่ทะเลครามที่กำลังบ้าคลั่ง

วันนั้น...ช่างหนาวเหน็บนัก...หนาวหนักเสียดไปถึงขั้วหัวใจ...

เม็ดฝนสีเทาสาดเทลงมาไม่หยุดหย่อน...วันนั้น...ไร้แล้ว...ซึ่งดวงตะวัน

สิ้นลับ...เลือนไป...ไม่หวนคืนมาอีก

เพียงเพราะ...สายฝน...ได้พรากดวงตะวันเพียงหนึ่งเดียวไปจากโลกใบนี้...สุริยาที่อบอุ่นที่หนึ่งดวงวิญญาณ์รู้ดีว่าคงไม่อาจหาสิ่งใดมาทดแทนเสมอเหมือน...เมื่อดวงตะวันที่เคยส่องฟ้าให้สว่างใสเลือนลับจากโลกนี้ไป เพราะว่า...ตอนนี้ ไม่ว่าจะร้องเรียกหาสักเพียงไร...กลืนเอาความยะโสลงคอและตะโกนเพรียกหาตะวันนั้น...จนกระทั่งน้ำเสียงแหบแห้ง...จนกระทั่งลำคอไม่อาจจะแผดเสียงร้องต่อไปได้...จนกระทั่งสุ้มเสียงนั้นตายจาก...ตะวันดวงนั้น...ก็คงไม่หวนคืนมาอีก

และเพราะเป็นเช่นนั้น...หนึ่งดวงวิญญาณ์จึงได้แต่เพียงกำสรวลอย่างเงียบงัน...ในความเงียบที่สุดสงัดและอ้างว้างเยือกเย็นยิ่งกว่าความตาย...เพียงเพราะมันชัดเจนเสียยิ่งกว่าชัดมานับแต่วันเวลาก่อนที่สายฝนจะนำพาดวงตะวันให้ล่วงลับไปอย่างไร้หัวใจว่า...วิญญาณดวงนี้คงถูกสาปให้ไม่สามารถสัมผัสแตะต้อง...หรือแม้แต่คิดจะอาจเอื้อมไขว่คว้า...เอาความอบอุ่นจากสุริยาที่ไม่อาจได้มาได้

คงมีแต่เพียงในอ้อมกอดของความอ้างว้างที่เขาจะได้รับการต้อนรับ

และอ้อมกอดนั้น แม้ว่าจะเปิดกว้างคอยรอรับอยู่เสมอๆ แต่ก็เป็นดั่งพิษร้ายที่สามารถฆ่าคนให้ตายได้ และบทเพลงที่ความเงียบเหงานั้นเล่น...ก็เป็นดังบทส่งวิญญาณของดวงจิตที่ค่อยๆสึกกร่อนผุพังลง...ที่ที่ดวงใจเคยอยู่ บัดนี้มันกลวงสนิท จนไม่อาจหลีกหนีเสียงของสายฝน นอกเสียจากว่า...

เจ้าจะแปรเปลี่ยนโลกที่มีแต่สายฝนนี้ให้เป็นน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลายได้

//และเช่นนั้น...ข้าก็จะไม่ต้องได้ยินเสียงฝนพรำอีกต่อไป...//

ทว่า ความทรงจำ...ไม่เคยจางหาย เช่นเดียวกับเม็ดฝน...หยดหยาดใสซุกซ่อนในความไพศาลของมหาสมุทรอันแก่เก่า หลับใหลราวกับหยดหยาดนั้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวที่เล็กเกินกว่าจะถามหาในความกว้างใหญ่ จนกระทั่งหยดหยาดนั้นถูกเรียกให้หวนคืน...อาจเป็นความฝัน...ไม่ว่าดีหรือร้าย ไม่ว่าสุขหรือทุกข์...แต่ราวกับคลื่นใต้น้ำ มันสงบนิ่งในทีแรก จนกระทั่งมันใหญ่โตมหึมาเกินกว่าจะคะเนได้จนชวนให้ขวัญผวา ก่อนจะกลืนกินเอาทุกสิ่งทุกอย่าง...กลับคืนสู่นิรันดรสีฟ้าคราม...

ความทรงจำ...สามารถทำให้ผู้คนยิ้มได้เมื่อนึกถึงยามแสนสุข...หรือร้องร่ำกับน้ำตาของความเศร้าระทมที่หวนไห้...เป็นเช่นนี้...เสมอมา

//แต่มันก็เป็นเรื่องที่แสนนานเหลือเกินแล้ว...น้ำตาข้าได้เหือดแห้งไปจนหมด และ...ข้าก็ไม่อาจร่ำไห้ได้อีก//

เพราะว่าการร่ำไห้คือหลักฐานของความอ่อนแอ...คือสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้ และการหลบหลู่เกียรติของนามแห่งพงศาที่เชิดชูไว้ด้วยความภาคภูมิยิ่ง

กระนั้น...แม้หยาดน้ำตาจะไม่อาจรินหลั่ง...แต่เขาก็ไม่อาจหลบลี้...หนีจากความเจ็บปวดได้ แม้ว่า...

ส่วนเสี้ยวที่เสียไป...ได้จากหายตายไปนานแล้ว นานเกินกว่าจะเรียกได้ว่า บาดแผล เพราะว่า บัดนี้ ที่ตรงนั้นมันชาจนไร้ความรู้สึก...ตายด้านราวกับถูกน้ำแข็งนิรันดรเกาะกุมไว้ จนกระทั่ง...เสี้ยววินาทีนั้น...

เมื่อที่ที่หลงเหลือเป็นแค่ร่องรอยของบาดแผลเก่าเริ่มที่จะเจ็บ...ราวกับพร้อมที่จะหลั่งโลหิตอีกครั้ง

______


ท่านพี่เบียคุยะ

ยมทูตสาวเอ่ยเสียงแผ่วเบา น้อมศรีษะลงอย่างสุภาพตามมารยาทที่ได้เรียนรู้มา เมื่อต้องอยู่ต้อหน้าผู้เป็นพี่ชายบุญธรรมของเธอ หลังจากเหตุการณ์กบฏของไอเซ็น เธอและพี่ก็ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น...ราวกับเป็นพี่น้องร่วมอุทธรณ์ ความอบอุ่นจากสายโลหิตที่เธอไม่เคยได้ กระนั้น เธอก็ยังอดไม่ได้ที่จะตัวเกร็งเมื่ออยู่ต่อหน้าคุจิกิ เบียคุยะ หลายปีมานี่...ความรู้สึกกดดันเมื่ออยู่ต่อหน้าคนผู้นี้ได้กลายมาเป็นนิสัย เธอเคารพและก็กลัว...ชายคนนี้ ในเวลาเดียวกัน

ลูเคีย... เจ้าบ้านคุจิกิเอ่ย น้ำเสียงราบเรียบแว่วสะท้อนหายไปในความไม่มี นัยน์ตาดำขลับจ้องมองร่างเล็กเบื้องหน้า...ร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้ทุกๆร่องรอย...ไม่อาจเล็ดลอดไปจากสายตาของเขา รอยเลือดบนร่างเล็กๆนั่น...เด่นชัดเกินกว่าจะมองผ่านไปได้ และชั่วขณะนั้น...เมื่อความเงียบมีชัยเหนือทุกสิ่ง เด็กสาวก็ห้ามความหวาดหวั่นลึกๆในใจมิได้ เมื่ออยู่ภายใต้สายตาที่ราวกับไร้อารมณ์คู่นั้น



นัยน์ตาสีนิลแข็งกระด้างอ่อนโยนลง เบียคุยะรู้ดีว่าไม่อาจต่อว่าอะไรเด็กสาวได้

อาจจะช้าไปบ้าง แต่ช่องว่างที่เกิดระหว่างเขาและลูเคีย...จำเป็นต้องใช้เวลาในการค่อยๆย่นย่อระยะลง

การเดินทาง เป็นอย่างไรบ้าง

เขาเอ่ยขึ้นในที่สุด และแม้ว่าน้ำเสียงที่เอ่ยจะราบเรียบเหมือนทุกครั้ง และคำถามฟังราวกับจะประเมินค่าสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริงนัก แต่ว่า...ในตอนนี้ เด็กสาวกลับรู้สึกผ่อนคลายลงกว่าเดิมได้มาก

เพราะว่า เธอรู้ และรู้สึกดีที่ได้รู้...ว่าเขายังเป็นห่วง...ยังเอาใจใส่...

อย่างช้าๆ แต่ด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงยิ่งกว่าเก่า ยมทูตร่างเล็กเริ่มที่จะบอกเล่าเรื่องราว...มันอาจฟังดูเหมือนคำรายงานตามหน้าที่มากกว่าการบอกเล่า และมันก็เป็นเรื่องราวของความไม่สำเร็จมากกว่าการได้ชัยชนะ หากแต่ประกายในดวงตาของเด็กสาวไม่เลือนหาย กลับคงความสว่างราวกับไม่รู้จักคำว่า พ่ายแพ้

ประกายที่เห็นได้เด่นชัดถึงความตั้งใจที่จะต่อสู้และไม่ยอมแพ้กับโชคชะตา

ถึงแม้จะไม่สามารถช่วยเหลือได้ แต่ข้อพิสูจน์ก็ออกมาแล้วว่า อิโนะอุเอะ โอริฮิเมะหาใช่ผู้ทรยศไม่ และแม้ว่าภารกิจที่มองเห็นแต่แรกถึงความสิ้นหวังจะจบลงอย่างคว้าน้ำเหลว อย่างน้อยๆ...เพื่อนก็ยังได้รู้ว่า เพื่อนก็ยังคงเป็นเพื่อนไม่เปลี่ยนแปลง และอิโนะอุเอะ โอริฮิเมะจะปลอดภัย...จนกว่าจะถึงเวลาที่ไอเซ็นเลือกที่จะเปิดฉากโจมตี ซึ่งนั่นก็คือเมื่อบุรุษผู้อหังการหวังเหยียบแผ่นฟ้านั้นคิดว่า...

เจ้าหญิงทอผ้าผู้กำกุญแจสู่ประตูชัยจะไม่มีประโยชน์อันใดอีก

หากแต่...ก่อนจุดจบนั้นจะมาถึง ยังคงมีเวลาให้เตรียมตัว...มีเวลาให้เตรียมใจ และมีเวลาให้หวัง...เพราะว่าการไม่สิ้นหวังคือความหวังและวิธีการที่จะแสดงให้รู้ว่าบุคคลนั้น...ยังไม่พ่ายแพ้

ไม่เลิกหวัง ไม่เลิกต่อสู้ ไม่เคยตาย แม้ว่าแสงสว่างที่มีจะริบหรี่ราวสูญสิ้น

เหมือนกับชายคนนั้น...คนที่เป็นเพียงความทรงจำสำหรับเขา แต่ก็ดูราวกับมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ...ไม่เคยตายจาก...ในความทรงจำนั้น

เจ้าได้เรียนรู้อะไรมาหลายอย่างสินะ... คำพูดนั้นราวกับจะบอกกล่าวความนัยมากกว่าจะเอ่ยถ้อยเพื่อสื่อถาม ชายหนุ่มเอ่ยความอย่างเงียบๆราวกับพูดกับตัวเองเพียงลำพัง

เด็กสาวลังเลในทีแรก จนกระทั่งเมื่อเธอเห็นว่าเบียคุยะไม่พูดอะไรอีก จึงได้เอ่ยขึ้น ข้าคิดว่า...ในที่สุด ข้าก็สามารถยกโทษให้ตัวเองได้แล้วค่ะ

คำทุกคำ...ชัดเจนดุจดังระฆังเงินที่แว่วเสียงใสในยามเช้า ทำลายสิ้นซึ่งความเงียบที่ครอบครองผืนพิภพแต่เมื่อราตรีก่อนหน้าจวบจนเมื่อเพลาหมอกม่านมาเบียดบังแผ่นฟ้าแต่อรุณรุ่งทิวาสาง เสียงนั่นแว่วไกล...นำพาความหมายที่เต็มไปด้วยความนัยลอยละล่อง ก่อนจะจางไป...มลายกลับคืนสู่ความหงอยเหงา เมื่อยมทูตผู้สูงวัยกว่าไม่กล่าววจีใด...ไร้ถ้อยคำ...มีเพียงสีหน้าที่ยากจะอ่าน

เพราะว่าสำหรับคุจิกิ ลูเคีย...คุจิกิ เบียคุยะนั้นยากนักที่จะอ่านได้ และยากกว่าที่จะทำความเข้าใจ และในครั้งแรกสุด...เธอไม่เข้าใจอะไรคนคนนี้เลยสักนิด แต่ว่า...ตอนนี้เธอคิดว่าเธอพร้อมที่จะเริ่มทำความเข้าใจ แม้ว่ามันจะ...ดูเคอะเขินน่าอึดอัดไปบ้าง แต่เธอรู้ดีว่าความพยายามที่จะลดช่องว่างระหว่างพวกเขา แม้เพียงสักเล็กน้อย...ไม่เคยสูญเปล่า และเพราะเป็นเช่นนั้น เธอจึงพยายามที่จะสื่อสาร แม้ว่าภาพที่ออกมา...อาจจะทำให้เธอดูเหมือนตัวตลกที่โง่งม

ที่นั่น...ข้าได้พบใครคนหนึ่ง...คนที่ข้าเคยคิดว่าได้สูญเสียไปนานแล้ว...ข้าแบกรับ...ความทรงจำของคนผู้นั้นไว้...ในฐานะตราบาปที่ข้าได้กระทำเสมอมา จนกระทั่งข้าได้เรียนรู้สิ่งสำคัญที่สุด...ข้าจำได้แล้วว่าข้าได้ลืมอะไรไป...

โง่งม...แต่ก็ไม่ใช่ไม่รับรู้

ว่าข้าช่างโง่เง่านัก เพราะว่าคนคนนั้น...ท่านผู้นั้น...ยังอยู่กับข้าเสมอ...ยังคงมีชีวิตอยู่ด้วย หัวใจ และไม่ได้ตายไปอย่างเดียวดาย

โง่งม...แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้สึก

เพราะว่าหัวใจของคนที่จากไปจะยังคงอยู่...กับเพื่อนพ้องเสมอ

โง่งม...แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้จักความรัก

นั่นคือสิ่งที่ข้าได้เรียนรู้ค่ะ

//คำพูดนั่น...ประโยคพวกนั้น...//

ชั่วขณะนั้น ความกล้าทำให้เด็กสาวกล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่าย...จ้องมองเข้าไป...ในนัยน์ตาที่ราวกับไร้ก้นบึ้งคู่นั้น และ...เธอเชื่อว่าสิ่งที่เธอเห็น...แม้ว่ามันจะเป็นแค่เสี้ยววินาที...แม้เธอจะไม่อาจตีความของมันได้ แต่...มันคืออารมณ์ความรู้สึกที่ทำให้นัยน์ตาที่เหมือนกับตายสนิทคู่นั้นไหววูบราวกับระลอกคลื่นบนผิวน้ำนิ่ง ก่อนที่นัยน์ตาคู่นั้นจะนิ่งลง...และไม่แสดงอะไรออกมาอีก

เจ้าออกไปได้แล้ว เบียคุยะว่า หันหลังให้กับเด็กสาว

ลมเย็นโชยพัดผ่านบานหน้าต่างที่เปิดกว้างไว้เข้ามาในห้อง เริงเล่นกับเส้นไหมสีดำนุ่มของคนทั้งสอง พัดเป่าจนอาภรณ์ที่สวมใส่พลิ้วสะบัดได้ยินเสียงของผ้า...เป็นเวลานานพอสมควรที่ลูเคียไม่ขยับ จนเมื่อเธอรวบรวมความกล้าอีกครั้งเพื่อจะไถ่ถาม จู่ๆเบียคุยะก็กลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น...น้ำเสียงที่หลุดลอดจากริมฝีปากคู่นั้น...แผ่วเบา แต่ก็ได้ยินชัดในความเงียบก่อนฟากฟ้าจะร่ำอาดูรนั้น...

ฝน...กำลังจะตก

ท่านพี่?

ชายหนุ่มหันกลับมาพอแต่ชำเลืองน้อยๆ สีหน้าบนดวงหน้างามดูจะอ่อนโยนลง เจ้าคงจะเหนื่อย...พักผ่อนเถิด ลูเคีย แล้วเจ้าค่อยมาเล่าเรื่องที่เหลือให้ข้าฟัง...ทีหลัง

เมื่อโลกของสายฝนกลับกลายเป็นหิมะและน้ำแข็งอีกครั้ง

ค่ะ ท่านพี่ ลูเคียน้อมศรีษะลง โค้งให้ตามมารยาท และทั้งด้วยความเคารพและความเป็นห่วงเป็นใย ร่างเล็กก็ผละออกจากห้องนั้นไป ทิ้งให้ผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายอยู่เพียงลำพังกับความเงียบที่เริ่มโรยตัวคืนมาอย่างช้าๆ เธอไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าทำไมท่านพี่เบียคุยะถึงได้เกลียดท่านไคเอ็นนัก ครั้งหนึ่ง เธอเคยถามเรื่องนี้กับหัวหน้าอุคิทาเกะ แต่สิ่งที่เธอได้กลับมาก็คือรอยยิ้มอ่อนโยนเศร้าๆ กับคำตอบที่ดูเหมือนไม่ได้ตอบคำถามที่เธอข้องใจเลยสักนิด

ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ คุจิกิ และสิ่งที่เราเห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เห็น หากเรามองสิ่งนั้นแค่เพียงจากด้านเดียว

แต่เธอก็รู้ดีว่าทุกคนย่อมมีเหตุผลของตัวเอง แม้ว่าบางคนเลือกที่จะเก็บเหตุผลนั้นไว้เป็นความลับ เพราะว่าความลับนั้น...อาจจะทำให้เจ็บปวด...เหมือนกับความรู้สึกผิดบาปที่เธอเคยรู้สึก...

จนกระทั่งเธอสามารถยกโทษให้ตัวเองได้ในที่สุด

______




เบียคุยะรอจนประตูกระดาษเลื่อนปิดลงสนิทดีแล้วจึงผละจากหน้าต่าง นัยน์ตาคู่สวยสะท้อนภาพของความปั่นป่วนบนฟากฟ้า...ที่ซึ่งหมู่เมฆสีเทากำลังกลืนกินสีฟ้าครามอันสดใสด้วยความหมองหม่น...

ฝนกำลังจะตก

นานเท่าไหร่แล้วนะ...ครั้งสุดท้ายที่หยาดน้ำได้ตกต้องโลกของเขา

มันช่างนานแสนนานจนเขาเผลอคิด...เชื่อไปว่า น้ำตาของเขาได้เหือดแห้งไปหมดแล้ว แต่ทว่า...

เมื่อเจ้าตายไป หัวใจของเจ้าจะส่งผ่านไปสู่เพื่อนพ้อง

ราวกับโหยหา...ในความเงียบงันก่อนสายฝนจะสาดเท...ชายหนุ่มเอ่ยกระซิบ เอ่ยกล่าวคำพูดที่แสนคุ้นเคยราวกับสงสัยใคร่รู้ว่าคำพูดที่เอ่ย...เสียงที่เปล่งออกมา...จะฟังดูเป็นเช่นไร เมื่อเอ่ยจากริมฝีปากของเขา และชายหนุ่มผู้ครองตำแหน่งเจ้าบ้านของตระกูลที่ฐานันดรสูงเทียมฟ้าก็อดไม่ได้ที่จะกัดริมฝีปาก คิ้วเรียวสวยนิ่วขมวดมุ่น ราวกับวจีที่กล่าว...คำพูดนั้นเป็นดังมีดคมที่กรีดลงมาตรงส่วนที่ปิดตายไปเสียนาน ช่างน่ารังเกียจนัก...ถ้อยคำที่น้ำเสียงนี้ได้เปล่งให้เล็ดลอด...

//หากถ้อยคำนั้นเป็นจริงแล้ว...ทำไมข้าถึงไม่รู้สึกว่าเจ้าอยู่กับข้าเลยสักนิด...//

เพราะมันฟังดูหงอยเหงาและถวิลหา...อ่อนแอจนฟังดูประหลาดแม้กับหูของตัวเอง

ฝนเทลงมาแล้ว และครั้งนี้...เขาไม่คิดว่าเขาจะหยุดมันได้...เร็วนัก

______


ฝนตกลงมาไม่หยุดเลยแฮะ เด็กหนุ่มสวมแว่นตาเปรยออกมา เมื่อเขาเงยหน้ามองฟากฟ้าที่ยังคงลั่นเสียงกระหึ่มไม่หยุดหย่อน ช่วงนี้ฝนตกบ่อยจริงๆ

แต่ถ้าไม่มีฝน ข้าวก็จะไม่งาม พืชผลเกษตรกรรมก็จะไม่งอกเงย ไม่ใช่รึไง หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีเข้มว่าพลางแย้มรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

มันก็ใช่ครับ แต่ว่า...

ถ้าไม่มีข้าว ไม่มีพืชผล ก็จะไม่มีเหล้าและงานปาร์ตี้ไงล่ะ! สาวเจ้าลุกพรวดขึ้น นัยน์ตาคุกรุ่น มือเรียวบางกำหมัดแห่งความแค้นแน่น ฉันถึงได้สงสัยนักว่าทำไมเชารันคุงกับคนอื่นๆถึงไม่ตอบแทนความใจดีของฉันซะที!!

//ว่าแล้ว...//

วาตานุกิยิ้ม...ด้วยความปลง ถึงจะไม่ค่อยเกี่ยวกัน แต่เขาก็คิดอยู่แล้วว่าคุณยูโกะต้องระเบิดเรื่องนั้นออกมาไม่ช้าก็เร็ว และถ้าเขาปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป เห็นอนาคตได้ชัดว่าเขาคงต้องนั่งฟังคุณยูโกะบ่นแบบนี้ไปอีกเป็นชั่วโมงแน่

คุณยูโกะครับ ใจเย็นๆก่อนครับ พวกเชารันคุงอาจจะกำลังยุ่งอยู่ก็ได้

วาตานุกิรู้ดีว่าเขาต้องทำอะไร

ถ้าอยากจะทานอะไรก็ว่ามาเถอะครับ เดี๋ยวผมจะทำให้

พูดจริงเหรอ ยูโกะหันมามองเด็กหนุ่มด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความหวัง

แน่นอนครับ

งั้นเอาบาร์บีคิว! แม่มดสาวโพล่งขึ้นเสียงเริงร่า ปรบมือเข้าด้วยกัน โดยมีเจ้าโมโกน่า โมโดกิ เต้นระบำแล้วกู่ตะโกนเป็นลูกคู่ ปาร์ตี้เนื้อย่าง!

วาตานุกิทำเนื้อย่าง!

เนื้อย่าง!

มารุกับโมโระก็พลอยเล่นกับเค้าไปด้วย

ใครเค้ากินเนื้อย่างกันวันฝนตกกันเล่า!!!

วาตานุกิอดไม่ได้ที่จะโวย แน่นอนที่สุด จะหาคนทำปาร์ตี้บาร์บีคิวในวันฝนตกย่อมไม่ได้ แต่สำหรับอิจิฮาระ ยูโกะ คุณไม่มีทางรู้ว่าเธอจะทำอะไร และเธอสามารถทำอะไรได้ และถ้าอิจิฮาระ ยูโกะต้องการปาร์ตี้บาร์บีคิวกลางสายฝน เธอก็ต้องได้ปาร์ตี้บาร์บีคิวกลางสายฝน ดังนั้น...สุดท้ายแล้ว วาตานุกิ คิมิฮิโระก็จบลงที่การทำหน้าที่หั่นเนื้อที่จะเอามาย่างบนเตาร้อนๆ นี่คงเป็นมื้อที่จะต้องจดจำกันไปอีกนาน...

เด็กหนุ่มหั่นเนื้อไปตามหน้าที่ปกติที่...ไม่ค่อยจะปกติเท่าไหร่ จนกระทั่ง...

นัยน์ตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างขึ้น เมื่อเขารู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ ไม่...มันไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเหมือนกับที่ชอบตามมารังควานหรือสร้างความเดือดร้อนให้เขาหรือคนรอบข้าง แต่มันเป็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกถึงบรรยากาศที่กดดันขนาดที่ว่า...หากเจ้าสิ่งนั้นจงใจกดดันมากกว่านี้อีกนิด เขาคงจะลงไปกองพังพาบอย่างไม่เป็นท่าอยู่ที่พื้นในทันทีทันใดก็เป็นได้

เจ้าสิ่งนั้น กำลังใกล้เข้ามาทุกที...ทุกที...เขารู้สึกได้...มันใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนกระทั่งเขาสามารถแน่ใจได้ว่า จุดหมายของเจ้าสิ่งนั้น...ก็คือที่นี่ ที่ร้านของคุณยูโกะ...หาใช่ที่อื่นไหน

ดูเหมือนว่าวันนี้เราจะมีแขกนะ ยูโกะเอ่ย พลางลุกขึ้นจากเก้าอี้หวายที่เธอนั่ง โค้งคำนับให้ร่างที่ผ่านพ้นประตูเข้ามานั้นในท่าทีที่วาตานุกิไม่เคยเห็นยูโกะคำนับให้ใครมาก่อน แต่มัน