Fanfiction

เหตุมาจากปัญหาการใช้บอร์ดเดธเบอร์รี่ที่มีผู้ใช้บางคนไม่สามารถเข้าบอร์ดได้ หลังจากคุยกะเร็นเร็นจัง ทำให้ต้องตัดสินใจลี้ภัยมาเปิดบลอกที่ exteen จริงๆแล้วก็มี LJ ส่วนตัวอยู่แล้วนะคะ แต่เพราะเห็นว่าส่วนมากจะมีบลอกของ exteen กันมากกว่า ไหนๆก็ไหนๆ...เปิดตัวบลอกสักทีคงไม่เสียหาย ^^;;

ว่าแล้วก็เลยขนฟิกที่เคยลงที่บอร์ดเดธเบอร์รี่มาลงที่บลอกนี้ซะเลย สำหรับคนที่เคยอ่านแล้วก็ถือว่าบลอกนี้เป็นที่เก็บฟิกลี้ภัยละกันนะคะ ส่วนคนที่ไม่เคยอ่าน อ่านแล้วคิดเห็นยังไงก็เชิญวิจารณ์ติชมได้นะคะ

หมายเหตุ: บลอกนี้ไม่เหมาะกับคนไม่ถูกโรคกับสาย Y เป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ใครที่รับไม่ได้ก็ขอเตือนเสียตอนนี้ รีบจรลีโดยไวก่อนจะสายเกินการนะค้า~~

Title: Moonlight Reflection

Fandom: Bleach

Pairing: Eventually Abarai Renji/Kuchiki Byakuya

Warning: Boy love, shounen-ai, possible yaoi in later chapters

Overall Rating: R (Rating might change)

Chapter Rating: PG

Moonlight Reflection

มันเป็นเรื่องเมื่อนานแสนนานมาแล้ว

นานจนข้าแทบจะลืมเลือนมันสิ้นว่าความทรงจำนั้นยังอยู่ที่นั่น

มันช่างเลือนลางจนเหมือนเป็นเพียงแค่ความฝัน

ความฝันที่ราวกับฟองสบู่ที่มลายหายไปกับอากาศธาตุ เมื่อผ่านกาลเวลาที่นานแสนนาน...

Prologue

Meaningful Meaninglessness

我等の世界に意味など無く 
そこに生きる我等にも 意味など無く
 
無意味な我等は 世界を想う
 
そこに意味は無いと知ることにすら
 
意味など無いというのに
 

โลกของพวกเรานั้นไร้ซึ่งความหมายใดๆ
พวกเราที่อาศัยอยู่ ณ ที่นั้นก็ไร้ซึ่งความหมายใดๆ
แต่พวกเราที่ไร้ซึ่งความหมายใดๆ ก็ยังคิดถึงโลกนั้น
ทั้งๆ ที่แม้แต่การรู้ว่าที่แห่งนั้นไร้ซึ่งความหมายใดๆ
ก็ยังไร้ความหมายเลยก็ตาม

เมื่อครั้นข้ายังเป็นเด็กจรจัดในลูคอนไก ชีวิตข้า...ไม่ต่างไปจากสุนัขจรจัดที่ใช้ชีวิตไปวันๆ ตามถนนอันโสมมและแปดเปื้อนไปด้วยเศษฝุ่น คำว่า ชีวิต ช่างไร้ความหมายนัก เพียงเพราะเมื่อครั้นข้ายัง มีชีวิต โลกอีกฝั่งฟากที่ข้าเคยอยู่ก่อนจะมาเป็นที่นี่...มันราวกับไร้ตัวตน ข้า...แทบไม่มีความทรงจำที่คิดว่าควรนึกได้ เมื่อยามเป็นมนุษย์ อาจจะเป็นเพราะกาลเวลาในโซลโซไซตี้ มันยาวนานราวกับนิรันดรอันไร้ที่สิ้นสุด ราวกับเวลาที่เคลื่อนผ่านไปไม่มีวันจบสิ้น กลับหมุนเวียนซ้ำๆกับชีวิตที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน...เหมือนเดิม...เช่นทุกวัน

แต่เช่นนั้นแล้ว...ข้าก็ยังรัก ชีวิต

ชีวิตที่แม้จะไร้ความหมายในส่วนสัดของโลกอันไม่แน่นอนใบนี้ก็ตาม...

หากแต่...ในความไร้ความหมาย...ก็ยังมีสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย...มันคือสิ่งที่ควรค่าแก่การจดจำ...แม้ว่าความทรงจำจะมลายหายไปง่ายดายเช่นควันสีจางอันไร้ซึ่งเศษธุลีผง อาจเป็นเพราะ...ความทรงจำนั้น มันราวกับความฝัน...ฝันกลางวันของสุนัขข้างถนนตัวหนึ่งที่หลับตาลงเห็นมโนภาพว่า...ดวงจันทรา...อยู่ใกล้...เหลือเกิน...

มันเป็นเรื่องนานแสนนานมาแล้ว... ก่อนหน้าที่ข้าจะได้พบกับลูเคียเสียอีก...

วันนั้น...เป็นยามเย็นเมื่ออาทิตย์อัสดงจวนลาลับ...จวบจนบัดนี้ ข้ายังคงสงสัยอยู่มิคลายว่า...เป็นเพราะเป็นเพลานั้นหรือเปล่า ที่ทำให้ข้าได้พานพบ...เพียงเพราะ เมื่อคราสุริยงลับลาจาก ก็เป็นเพลาที่รัตติกาลจะมาบรรจบให้ดวงหน้าสีนวลแห่งราตรีกาลได้ส่องประกายภายหลังจากถูกแสงทิวาอันเจิดจ้านั้นซุกซ่อน

วันนั้น...ข้าขโมยลูกกวาดสีสดสวยมาจากร้านค้าในซอยหนึ่ง ร่างวิญญาณ...หากมิมีอำนาจใดๆแล้ว ก็ไม่มีทางจะโหยหิว แต่...ความอยากเป็นสิ่งสามัญสำหรับมวลมนุษย์ ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส...แม้ไม่รู้สึกโหยหิว ก็ยังคงอยากจะรับรู้รสชาติที่แม้ไร้ความหมายก็ยังมีความหมายสำหรับชีวิตที่มิใช่ชีวิตนี่เป็นธรรมดา

ข้าไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพราะไร้กายเนื้อ ดวงวิญญาณจึงไม่มีวันอ่อนล้า ก่อนหน้านั้น...ข้าไม่เคยมีความคิดว่า สุนัขข้างถนนเช่นข้าจะได้มีวันได้มาเป็นยมทูตอยู่ในกำแพงสีขาวแห่งเซเรย์เทย์ ข้าวิ่ง...วิ่ง...และวิ่ง...วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่ขาของข้าจะพาไปได้ หนีไปตามตรอกซอกซอยที่เชี่ยวชาญ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าที่ไล่ตามมาจางหาย จนกระทั่ง...ข้าพบที่สงบที่ในยามนั้นน่าจะมีแต่เพียงข้าที่ริมฝั่งแม่น้ำ

แต่ข้าพบว่าข้าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

ภายใต้แสงทองสุดท้ายของตะวัน ใต้ต้นซากุระที่ยืนแน่นิ่งอย่างเงียบงันอยู่เสมอที่ริมฝั่งแม่น้ำ เท่าที่ข้าจำความได้...ข้าไม่เคยเห็นวันใดที่ดอกซากุระจะแย้มบานได้งดงามเช่นวันนั้น ราวกับว่า...มันรอคอยวันที่มันจะผลิดอกได้งดงามที่สุด เพื่อให้ใครคนหนึ่งที่มันรอคอยได้เชยชม... ใครคนหนึ่ง...ที่มันโอบกอดไว้ใต้ร่มเงาเพื่อให้รอดพ้นจากแสงตะวันแม้ยามแสงนั้นใกล้ลาจาก...

ชีวิตในวัยเด็กของข้า...อาจพูดได้เต็มปากว่าไม่เคยรู้จักคำว่า รัก แต่ข้าก็รู้เจนชัดถึงคำว่า หวงแหน หากแต่...ความหวงแหนที่มีต่อสมบัติเล็กๆน้อยๆที่ขโมยมาได้นั้น กลับมลายหายไปสิ้น เมื่อสายตาของข้าได้สบกับร่างที่ร่มเงาซากุระเฝ้าทะนุถนอมนั้น ก็คงไม่แปลกเลยหากร่างนั้นจะเป็นที่หวงแหนของเจ้าต้นซากุระ...

แม้ว่าชีวิตในเมืองอันแร้นแค้นของข้าจะยังสั้นนัก แต่ข้าก็พูดได้ว่าข้าเคยเห็นมามาก...มากกว่าที่ผู้ใหญ่หลายคนที่ได้แต่หลบเลี่ยงความลำบากอยู่หลังบานประตูที่จะพังแหล่มิพังแหล่เหล่านั้นมากมายนัก และ...

ข้าไม่เคยเห็นใครงดงามเฉกเช่นร่างที่อยู่เบื้องหน้าสายตาของข้าในยามนั้นมาก่อนเลย

ภายใต้เงาแดดอันแรงกล้าของลูคอนไก ข้าไม่เคยเห็นใครที่จะมีผิวพรรณขาวสะอาดดุจดังหิมะตกใหม่เช่นนั้น และไม่เคยเห็นใครที่จะดูสง่างามได้เช่นนั้นแม้ยามเอนหลังพิงลำต้นซากุระนิ่ง... เรือนผมสีดำขลับที่ตัดกับผิวสีซีดนั้นชัดเจนจนราวกับมันไม่อาจจะขับสีให้เข้มยิ่งกว่านั้นได้... แพขนตายาวหลับพริ้ม...ปกปิดเอาไว้ซึ่งนัยน์ตาที่ข้ายังไม่อาจคาดเดาซึ่งสีสัน หากแต่...คราบน้ำตาที่อันมีที่มาจากนัยน์ตาคู่นั้นยังคงเห็นได้เด่นชัดบนแก้มนวลนั้น...

ชั่วขณะหนึ่งความปรารถนาที่จะก้าวขยับเข้าไปเพื่อช่วยเช็ดคราบน้ำตาให้หายไปจากใบหน้างามนั่นเข้ารุมเร้าจิตใจที่เคยมีแต่ตัวเองและความเห็นแก่ตัวของข้า หากแต่...เด็กจรจัดที่กล้าที่จะทำทุกอย่างเช่นข้า ในยามนั้นกลับราวกับต้องมนตร์สะกดให้มิอาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่นิด ให้ข้าไม่กล้า...แม้เพียงจะเข้าไปให้ใกล้กว่านั้น... ราวกับร่างนั้นเป็นดวงบุหลันที่อยู่สูงเกินกว่าจะอาจเอื้อม

ชั่วขณะนั้น...มันทำให้ข้าตระหนักชัดเจนอย่างที่สุดว่า สุนัขต้อยต่ำกับจันทราบนฟากฟ้าอยู่ไกลกันมากเพียงใด แม้ว่าในยามนี้...ร่างนั้นจะอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมก็ตาม

อาจเพราะร่างนั้นเป็นแค่เพียงเงาสะท้อนในวารี จึ่งทำให้จันทราที่อยู่สูงราวกับอยู่ชิดใกล้ แต่เพราะว่าเป็นเพียงเงาสะท้อนในวารี...หากเพียงข้าจะเอื้อมมือไปสัมผัส...ก็คงมีแต่น้ำและเงาที่กระเพื่อมไหวไปตามแรงปรารถนาที่จะสัมผัสของข้าเองเท่านั้น...

ข้าลืมเลือนลูกกวาดในมือสิ้น ปล่อยให้ถุงผ้าเล็กๆนั่นร่วงหล่นจากกำมือข้า จนเม็ดลูกกวาดหลากสีสันหลุดกลิ้งลงไปตามผืนหญ้าที่ลาดชัน ก่อนจะจมหายไปในลำน้ำพร้อมกับเสียงกระเซ็นเล็กๆ...

ซ่า~~~~~~~~!!!

..

..

..

ซ่า~~~~~~~~!!!

อรุณสวัสดิ์ เร็นจิ! เสียงอันคุ้นเคยของเด็กสาวที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทในสมัยเด็ก และน้องสาวของผู้บังคับบัญชาของเขาทักทายอย่างเริงร่า พร้อมๆกับหลักฐานแห่งการกระทำอันว่าด้วยสายน้ำเย็นชื่นจิตที่ได้สาดโครมเข้ากระทบใบหน้าของเขาเมื่อไม่กี่วินาทีมานี้ยังคงอยู่ในมือของเด็กสาว

นี่จะบ้ารึไง ลูเคีย! อยู่ๆมาปลุกกันยังงี้เนี่ยนะ! ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงโวยด้วยความฉุน แล้วเจ้าเข้ามาในห้องข้าได้ยังไงกัน! ชายหนุ่มคว้าถังใส่น้ำที่ตอนนี้เป็นเพียงถังเปล่ามาจากมือลูเคีย ก่อนจะเขวี้ยงมันออกไปนอกหน้าต่างอย่างไม่ใส่ใจในคุณค่าของมันสักนิด ปากก็บ่นอุบอิบไม่เลิกถึงพฤติกรรมอันไม่รู้จักโตของเพื่อนสาว ซึ่งลูเคียพอจะได้ยินเลาๆว่า เป็นสาวเป็นนาง...

เห... นัยน์ตาดำขลับหรี่เล็กลงอย่างเจ้าเล่ห์ พร้อมๆกับรอยยิ้มที่สงวนเป็นเอกลักษณ์เอาไว้ใช้กับเขาและอิจิโกะเท่านั้น เจ้าเห็นข้าเป็นผู้หญิงกับเขาด้วยเหมือนกันเหรอเนี่ย~~~

ป้าบบบบบ!

หมอนใบนุ่มกระแทกหน้าแม่สาวน้อยอย่างจัง ไม่ต้องมาทำหน้ายังงั้นเลย ชายหนุ่มว่า ก่อนจะลุกขึ้นกระชับยูคาตะตัวหลวมที่ใส่นอนให้เรียบร้อย ถ้าท่านพี่เจ้ามาเห็นตอนนี้ละก็ข้าได้โดนเอาไปทำลูกชิ้นแหงๆ จริงอยู่ว่าเขาเคยชอบลูเคีย ลูเคีย...เป็นผู้หญิงคนเดียวที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา...เป็นคนที่เขาสาบานไว้กับตัวเองว่าจะปกป้องด้วยชีวิต แต่ตอนนี้...เมื่อเวลาผ่านไป...เขากลับเอ็นดูนางไม่ต่างไปจากน้องสาวคนนึง

เดี๋ยวนี้เจ้ามีสิทธิ์มาดุข้าได้รึไง ลูเคียว่า ปาหมอนใบเดิมใส่หัวเร็นจิเป็นการแก้แค้น เจ้าไม่ใช่พี่ข้าสักหน่อย หมอนใบนุ่มกระแทกเป้าหมายอย่างแม่นยำ

ยังกะข้าอยากได้เจ้าเป็นน้องนักล่ะ ยัยผู้หญิงแก่นกะโหลกชอบตีสองหน้า ทีก่อนหน้านี้ละทำเป็นจ๋อง ฮี่โธ่!

ใช่...ลูเคียเป็นคนสำคัญ เพราะเป็นทั้งเพื่อน...และน้องสาว...

คิดว่าข้าที่ข้าลงทุนแบกเจ้านี่ ข้าไม่หนักรึไง ไปอยู่โลกมนุษย์มาไม่นานก็อ้วนซะขนาดนั้น เอาแต่กินละสิ

ว่าไงนะ!?

แต่ก่อนที่เพื่อนเก่าทั้งสองจะได้เข้าตะลุมบอนกันดุเดือดเลือดสาด ผีเสื้อนรกตัวหนึ่งก็บินเข้ามาพร้อมกับข่าวสารเกี่ยวกับการประชุมด่วนของทั้งหัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วย

ลูเคียปรบมือเข้าด้วยกันเบาๆเหมือนนึกได้ อ้อ ใช่ ที่ข้ามาปลุกเจ้าก็เพราะเรื่องนี้แหละ เพราะข้าคิดว่าอย่างเจ้าต้องนอนตื่นสายอยู่แล้ว เลยรีบมาปลุกก่อน เพราะว่า...

ริมฝีปากเรียวแสยะยิ้ม

การประชุมที่ให้รองหัวหน้าหน่วยเข้าร่วมด้วยเนี่ย ถ้าเจ้าไปสายแม้แต่นาทีเดียว ท่านพี่เอาเจ้าตายแน่

เร็นจิหน้าถอดสีทันใด

เอาล่ะ ข้าต้องไปสักทีแล้ว ชายหญิงอยู่ในห้องเดียวกันนานเกินไปเป็นเรื่องไม่ควร เดี๋ยวใครรู้เข้าจะว่าเสียๆหายๆได้ ข้าไปละ เด็กสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงสุดแสนจะนอบน้อมและเป็นกุลสตรี ก่อนจะกระโจนหายออกไปทางหน้าต่างทางเดียวกับที่เข้ามา

เร็นจิเงียบอึ้งกับข่าวที่ได้รับฟังอยู่ 10 วิ ก่อนจะ...

แล้วทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้เล่า ยัยบ้า!!!

ในโซลโซไซตี้ คนที่รู้ว่าท่าทางอ่อนน้อมแสนสุภาพท่าทางผู้ดี๊ผู้ดีของคุจิกิ ลูเคียเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น เร็นจิคาดว่า...คงจะมีแต่เขาเท่านั้นละ...

รองหัวหน้าหน่วย 6 รีบเร่งแต่งตัวในชุดอาภรณ์เครื่องแบบยมทูต แต่ไม่นานนัก ภาพของความฝันที่ราวกับจะไร้ความหมายในทีแรกก็ผุดขึ้นมาในห้วงภวังค์คิด...

เรื่องที่นานแสนนานจนน่าจะลืมไปแล้ว...เรื่องที่ราวกับไม่จริงแท้และเป็นเพียงแค่ความฝัน...เหตุใดจึงได้หวนกลับมาให้เห็นชัดเจนในห้วงนิทรารมณ์อีกกันนะ...

ชั่วขณะหนึ่ง ก็ให้ชายหนุ่มนึกสงสัย... ร่างบางงดงามที่เขาได้พบที่ใต้ต้นซากุระในวันนั้น...

//นัยน์ตาของเจ้า เป็นสีอะไรกันนะ...//

TBC

Title: Moonlight Reflection

Fandom: Bleach

Pairing: Mild Ichimaru Gin/Kuchiki Byakuya, implied Ichimaru Gin/Kira Izuru, eventually Abarai Renji/Kuchiki Byakuya

Warning: Boy love, shounen-ai, possible yaoi in later chapters

Overall Rating: R (Rating might change)

Chapter Rating: R

Moonlight Reflection

ข้า...เคยคิด...ถ้าหาก...ข้าเป็นนก...

นกที่สามารถโบยบินไปได้อย่างอิสระบนผืนฟ้า...

มุมมองของข้า...สิ่งที่ข้าเห็น...จะแตกต่างจากตอนนี้ไปมากเพียงไรนะ...

บางที...การได้โบยบินไปบนฟากฟ้า อาจเป็นความฝันอันสูงสุดของข้า...

ฝันในวัยเด็กที่คงไม่มีวันเป็นจริงได้ และ...คงเป็นได้เพียงแค่ฝัน...

Chapter I

Petals of Freedom

我々が岩壁の花を美しく思うのは
我々が岩壁に足を止めてしまうからだ
悚れ無き その花のように
空へと踏み出せずにいるからだ

ที่เรามองว่าดอกไม้บนแผ่นผานั้นงดงาม
ก็เพราะสองเท้าของเราจะหยุดอยู่เพียงริมผา
มิกล้าก้าวออกไปเหยียบท้องฟ้าเหมือนเช่นบุปผานั้น

--1 เดือนก่อน--

เสียงจั๊กจั่น เรไร ร้องร่ำแต่หัวค่ำ กลั่นเสียงประสานให้ราตรีกาลอันเงียบสงัดค่อยคลายจากหงอยเหงา แสงไฟสีนวลเรืองมาจากโคมกระดาษ เปลวไฟไหวน้อยๆเพราะสายลมอ่อนที่วูบพัด และ...เงาที่สะท้อนอยู่บนประตูเลื่อนที่แง้มเปิดไว้ก็เริงระบำ ราวกับหยอกล้อเล่นกับสายลมและเปลวไฟ...ราวกับมันมีชีวิตเป็นของตัวเอง แม้เจ้าของร่างเงาจะยังนั่งสงบนิ่งไม่ติงไหวเลยแม้แต่น้อยก็ตาม...

ชายหนุ่มเจ้าบ้านตระกูลคุจิกิอยู่ในชุดยูคาตะสีอ่อน ปักลายดอกคิเคียวสีเข้ม...ดอกไม้ที่เขาชอบที่สุด เครื่องประดับผมตามอย่างยศถูกถอดออกไป ทิ้งให้ให้เรือนผมดำขลับตกลงมาต้องใบหน้าขาว เมื่อผ่านพ้นช่วงเวลาของการทำงานตามภาระหน้าที่ ก็เป็นช่วงเวลาของการพักผ่อน หากแต่...

ลมเย็นยามค่ำคืนหยอกล้อกับเรือนผมสีดำสนิท หอบเอากลิ่นหอมอ่อนๆของบุปผชาติแรกแย้มเข้ามาในห้อง... บุปผชาติที่พยายามจะผลิบาน แม้มันจะผิดฤดูไปบ้าง เมื่อยามได้เห็น ก็ชวนให้หวนระลึกถึงวันนั้น...

คำว่า พักผ่อน คงจะหมายได้เพียงแค่ภาระในฐานะยมทูตแห่งโซลโซไซตี้...

ภายในห้องดูโล่งว่าง...บนเสื่อผืนเดิม...ฟูกที่นอนสีขาว...ทั้งๆที่ร่างร่างนั้นยังนอนอยู่ตรงนั้น แต่มันราวกับว่างเปล่าเหลือเกิน...

ว่างเปล่า...ราวกับไม่มี...

...ขออภัยนะเจ้าคะ... ที่ไม่อาจทดแทนความรักที่ท่านมอบให้ได้เลย เสียงแว่วหวานที่คุ้นเคยแผ่วเบาราวเสียงกระซิบ แผ่ว...เหมือนกับชีพจรของผู้เป็นเจ้าของที่เต้นช้าลง...ช้าลง...ทุกขณะ...

ตลอดเวลา 5 ปีที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับท่าน... ฮิซานะเหมือนได้อยู่ในความฝันจริงๆ เจ้าค่ะ... 

หากนี่เป็นความฝัน ฝันที่เมื่อตื่นขึ้นจะสลายไปเหมือนกับฟองสบู่ใส...ใครเลยอยากจะตื่นจากฝันนี้ แต่...

ดูสิ ฮิซานะ มีดอกไม้ดอกหนึ่งกำลังพยายามจะบาน...

ทุกความฝันย่อมมีวันสิ้นสุด

ท่านเบียคุยะ... เสียงเรียกชื่อสุดท้ายที่ออกจากริมฝีปาก...นี่...เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้ยินเสียงนั้น เสียง...ที่แว่วหายไปกับเสียงกระซิบของสายลมและการเวลา...ตลอดกาล...

สุดท้ายแล้ว...มันก็จางหายไปกับสายลมที่พัดพาเอากลิ่นอันแสนเศร้าของบุปฝชาติที่ไม่ได้เบ่งบานให้นัยน์ตาของผู้เป็นที่รักได้ชื่นชม...

มือเรียวสัมผัสตัวโกโตะเบาๆ ปลายนิ้วจรดลงบนเส้นเสียง ทดสอบเสียงแรกของค่ำคืนที่กังวานใส เสียงของมัน...ราวกับจะดังเกินไปจนเหล่าสัตว์สนธยาพากันสะดุ้ง

.. ร่างงามหยุดปลายนิ้วลง คิ้วเรียวขมวดมุ่น เมื่อให้ต้องครุ่นคิด 15 ปีมานี่...เรื่องของฮิซานะไม่เคยหายไปจากจิตใจของเขา ฮิซานะเป็นหญิงสาวคนแรกที่เขารักด้วยใจจริง...เป็นคน...ที่ทำให้คนอย่างเขารู้จักคำว่ารัก และรู้ว่าตัวเองสามารถมีรักได้ ความรัก...อาจทำให้คนคนหนึ่งทำได้ทุกอย่าง บางคนอาจกล่าวว่า ความรัก...ทำให้นัยน์ตาที่เคยมองเห็นราวกับมืดบอด แต่...

//สำหรับคนที่มีชีวิตอยู่ได้แค่เพียงในกรอบอย่างข้า...ฮิซานะ ทำให้ข้าได้มองเห็นหลายๆอย่างในโลกที่ข้าไม่เคยคิดจะมองมาก่อน...//

แต่...เมื่อฮิซานะจากไป ทิ้งไว้แต่เพียงโซ่ตรวนของคำสัญญา และบาดแผลของความว่างเปล่า...คำว่า อิสรภาพ มันก็ช่างราวกับอยู่แสนไกล...ไกลเกินกว่าจะไขว่คว้าไว้ได้อีก อิสระ...ที่จะรักใครสักคนมากเท่ากับที่เคยรักผู้หญิงคนนี้...

อย่างช้าๆ นิ้วเรียวขยับเลื่อนไปตามสายโกโตะตัวสวย ขยับนิ้วไล่เล่นไปตามแต่ละเส้นเสียง ถักทอท่วงทำนองแว่วหวานเสนาะหูด้วยความชำนาญและถูกต้อง หากแต่...ความนัยที่บทเพลงนั้นสื่อ หาได้ขับกล่อมเพื่อให้ราตรีกาลหายเงียบเหงา แต่กลับทำให้ใต้ผืนฟ้ากลับดูอ้างว้างและเงียบงันยิ่งกว่าเมื่อยามไร้สุ้มเสียง... นิ้วเรียวขยับเล่นไป รังสรรค์บทเพลงของค่ำคืนให้ผู้อาศัยแห่งสนธยาได้เงี่ยฟัง หากแต่...

มีธุระอะไร นิ้วเรียวหยุดลงอีกครั้ง บทเพลงแสนเศร้ามลายหายไปในอากาศธาตุที่บัดนี้นิ่งสนิท ไร้ซึ่งสายลมที่โบกพัด

สมกับที่เป็นท่าน หัวหน้าคุจิกิ เสียงที่ตอบกลับมาแฝงด้วยรอยยิ้มหยันที่แม้แค่ได้ยินก็เห็นภาพได้ รู้ตัวไวจริงนะ

คำกล่าวที่เอ่ยไม่ได้มีความหมายตามที่ว่าแม้แต่น้อย ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้ปิดบังพลังกดดันวิญญาณของตัวเองเลยแม้แต่น้อย ใช่...เขารู้ตั้งแต่ทีแรก...ตั้งแต่ก่อนที่ชายคนนี้จะก้าวข้ามกำแพงคฤหาสน์เข้ามา แต่นั่นก็เพราะว่าอีกฝ่ายจงใจบอกให้รู้เองมากกว่า และ...

เจ้าเป็นถึงหัวหน้าหน่วย แต่ดึกดื่นๆมาลอบเข้าบ้านผู้อื่นเช่นนี้ การกระทำไม่ต่างไปจากหนูสกปรกตัวนึงเลยนะ... อิชิมารุ

เขาเองก็ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะต้อนรับแขกที่ไม่ชอบหน้าในยามวิกาลนัก

ชายผู้ถูกขานชื่อได้ฟังดังนั้นก็ทิ้งตัวลงจากบนชายคาที่ซ่อน ใบหน้าของเขายังคงแย้มยิ้มเหมือนกับที่เคยยิ้ม โดยไม่แสดงความประหวั่นพรั่นพรึงที่ถูกจับได้ในอาราม บุกรุก เลยแม้แต่น้อย พูดจาได้โหดร้ายจริงๆเลยนะ หัวหน้าหน่วย 6 เนี่ย

เบียคุยะไม่กล่าวอะไร เพียงแต่เหลือบมองชายเจ้าของเรือนผมสีเงินด้วยหางตา ราวกับกำลังรอคำตอบของอีกฝ่ายเท่านั้น

ท่านก็รู้อยู่แก่ใจแต่ทีแรก แต่ก็ยังปล่อยให้ข้าเข้ามา แบบนี้ยังจะเรียกว่า บุกรุก ได้อีกรึไง หือม์ หัวหน้าคุจิกิ

ข้าไม่มีเวลามาเล่นลิ้นกับเจ้า

เย็นชาจริงนะ แต่ข้าน่ะยังไม่ได้ เล่นลิ้น กับท่านเลยนะ งินกล่าว ยังคงแย้มรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ ก่อนจะเดินอ้อมมาด้านหลังของอีกฝ่าย ไม่ยักรู้ว่าท่านมีงานอดิเรกเป็นการเล่นดนตรีเช่นนี้ด้วย บทเพลงเศร้าเพียงนี้...คนเย็นชาอย่างท่านก็มีส่วนที่อ่อนไหวเหมือนกันสินะ

...เจ้าต้องการอะไร อิชิมารุ

ข้า? ริมฝีปากเรียวแสยะยิ้มกว้างยิ่งขึ้น ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งข้างผู้เป็นเจ้าบ้าน ก็เหมือนกับคนอื่นๆน่ะแหละ ใครๆก็อยากจะรู้ว่ายามว่างของคุจิกิ เบียคุยะเป็นเช่นไร

.. ไร้ซึ่งคำตอบใดๆจากเบียคุยะ ร่างงามยังคงนั่งนิ่ง มองตรงไปยังเบื้องหน้าอันว่างเปล่า ราวกับไม่ใส่ใจที่จะแลมองดูคู่สนทนา

ที่ท่านเย็นชาถึงเพียงนี้ หรือว่า... ลมหายใจอุ่นๆปะทะเข้ากับใบหู ชายผมเงินขยับเข้าแนบใกล้ พลางลดเสียงลงจนฟังเป็นเพียงเสียงกระซิบ หากแต่... จะเป็นเพราะเรื่องที่ท่านต้องสูญเสียคนรัก คำกล่าวที่เอ่ยกลับดังสะท้านชัดเจนอยู่ในโสตของผู้ได้รับฟัง

นัยน์ตาสีรัตติกาลเบิกกว้างขึ้น ก่อนจะหรี่เล็กลงอย่างอันตราย

อิชิมารุ งิน... น้ำเสียงราบเรียบ หากแต่แต่ละถ้อยคำแฝงไปด้วยความเย็นเยียบประดุจใต้ธารน้ำแข็งที่ลึกสุดหยั่ง คำเตือนที่ผู้ได้ยินต้องล่าถอยด้วยความหวาดหวั่น แต่...ไม่ใช่สำหรับ อิชิมารุ งิน... ชายคนนี้...รู้...ว่าจะต้องทำเช่นไร รู้ว่าควรจะจี้จุดตรงไหน ถึงจะทำให้จิตใจที่เคยสงบนิ่งแปรปรวนได้ ราวกับทำให้น้ำที่เคยเย็นเยียบระอุขึ้นจนถึงจุดเดือด

และเมื่อรู้ว่าตัวเองรุกได้ถูกจุด คนช่างยุก็ริจะยุให้นํ้านั้นเดือดจนแตกเป็นฟองพล่านให้ได้

การที่มีสิ่งที่อยากจะปกป้องแต่ปกป้องเอาไว้ไม่ได้น่ะ มันเจ็บปวดนะ ท่านว่าไหม เจ้าของน้ำเสียงค่อยๆบรรจงเคลื่อนริมฝีปากนุ่มผ่านใบหู ลิ้นเปียกตวัดเลีย พยายามเรียกให้อีกฝ่ายตอบสนอง บางที...สองแขนของท่านอาจไม่ได้มีมาเพื่อโอบกอดใครก็เป็นได้ เพราะว่า...ท่านน่ะ...สมควรจะได้รับการโอบกอดมากกว่า

เจ้า...!

รู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะยุ แต่ทั้งการกระทำและคำพูดที่ส่งมาให้มันมากกว่าเพียงแค่คำว่ายุแหย่ อาจจะเป็นเพราะศักดิ์ศรีที่เขามีมันร้องร่ำให้ตอบสนองกลับไปบ้าง โทสะของเบียคุยะพุ่งขึ้นสูง ร่างงามหันกลับไป แต่อีกฝ่ายก็รอจังหวะนี้อยู่แล้ว ใช่...เหมือนกับการเล่นชักใยตุ๊กตาให้เดินไปตามบท คนที่รู้บทย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบ งินรวบข้อมือบางของอีกฝ่าย !!! ก่อนจะกดให้ลงไปนอนกับพื้น

โครม!

ร่างงามกระแทกกับพื้นอย่างแรง งินผลักเอาโกโตะที่อยู่ข้างๆออกไป เสียงเส้นสายที่ขยับไม่เป็นทำนองฟังแล้วเสียดหูเป็นยิ่งนัก จนนกเค้าแมวนัยน์ตาทองที่ซุกซ่อนอยู่ในเงามืดของแมกไม้ เร่งรีบสยายปีกบินหนีจาก ทิ้งไว้เพียงขนนกสีเข้มที่ร่วงหล่นจากเวหาเท่านั้น...

หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ที่ 3 แสยะยิ้มหยันอย่างพึงใจ ความตระหนกที่หาได้ยากบนใบหน้าของอีกฝ่าย แม้มันจะเป็นแค่ชั่วเสี้ยววินาที แต่มันก็ดูจะคุ้มค่ากับความพยายามของเขาไม่น้อย แม้ว่าตอนนี้...ใบหน้าของเบียคุยะจะกลับมาสงบนิ่งราวกับไร้ความรู้สึกเหมือนที่เคยเป็นแล้วก็ตาม

ปล่อยข้า อิชิมารุ ข้าไม่ใช่ของเล่นของเจ้าที่จะให้เจ้ามาทำอะไรอย่างที่เจ้าต้องการได้ สุรเสียงเข้มเอ่ยสั่ง นัยน์ตาคมสบมองกลับมาอย่างไร้ความตื่นกลัว

//หรือควรจะพูดว่าซ่อนความตื่นกลัวเอาไว้ได้แนบเนียนกันนะ...//

ของเล่น...? ชายผมเงินเลิกคิ้ว ถ้าท่านหมายถึงอิซึรุ ข้าก็ไม่ได้คิดเช่นนั้นอยู่แล้ว ก็อิซึรุน่ะทั้งน่ารัก หัวอ่อนแล้วก็ว่าง่าย ไม่ได้ดื้อดึงเหมือนท่านนี่

เบียคุยะนิ่วหน้า เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน ถึงคิดจะมาสั่งสอนข้า

งินหัวเราะร่วน สั่งสอนท่าน? ข้าไม่มีความคิดเช่นนั้นเลยนะ ข้าก็แค่พูดไปตามที่ข้าคิดเท่านั้น ร่างสูงโน้มศรีษะลงมาใกล้ จนปลายจมูกของทั้งคู่สัมผัสกัน หัวหน้าคุจิกิ...ท่านไม่คิดหรือว่า...ไม่มีใครที่ยืนอยู่บนฟากฟ้าได้ แม้แต่นกก็ยังต้องพยายามที่จะบิน คนที่จะยืนอยู่บนฟ้าได้น่ะ ในตอนนี้ ไม่มีหรอกนะ ไม่...แม้แต่ตัวท่านเอง

...เจ้า... นัยน์ตาสีนิลหรี่เล็กลง อยากจะพูดอะไร

ข้าก็แค่อยากจะเตือนท่าน เปลือกตาบางเลิกขึ้น เผยให้เห็นอัญมณีสีแดงเข้มไม่ต่างจากเลือดนก อัญมณีคู่นั้นจ้องมองมา สบกับนัยน์ตาดำนิลที่ซุกซ่อนทุกความรู้สึก เพราะว่าไม่มีใครยืนอยู่บนฟากฟ้าได้แต่ทีแรก คนที่อยู่สูงกว่าคนอื่นน่ะ...เวลาที่ตกลงมาน่ะ มันเจ็บกว่าคนอื่นนะ...หัวหน้าคุจิกิ งินกล่าว ก่อนจะซุกใบหน้าลงกับต้นคอขาว ประทับจุมพิตที่ซอกคอนั้นเบาๆ

อิชิมารุ ถึงเจ้าจะไม่ได้ บุกรุก บ้านข้า แต่ถ้าเจ้าเสียมารยาทกับข้าในเขตของตระกูลคุจิกิ ถึงเป็นหัวหน้าหน่วย เจ้าก็จะมีความโทษเช่นกัน

งินเงยหน้าขึ้น นัยเนตรสีแดงฉานผลุบหายไปใต้เปลือกตาบาง ชายหนุ่มผมเงินแสยะยิ้มกว้าง เอ...นั่นสินะ ถ้างั้นก็... ชายผมเงินลากมือไปตามลายปักบนเสื้อยูคาตะของอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้น

ราตรีสวัสดิ์ละกันนะ หัวหน้าคุจิกิ เขากล่าว ก่อนจะจากไปกับความมืดมิดของรัตติกาล

.. เบียคุยะดันตัวลุกขึ้น ก่อนจะกระชับเสื้อยูคาตะให้เข้าที่เรียบร้อย ในความอ้างว้างที่ไร้สุ้มเสียงใดๆในเพลาที่ทุกสรรพชีวิตที่ลืมตาตื่นเมื่อตะวันส่องหล้าหลับใหล สายลมเย็นพัดเข้ามาในห้องซ้อมดนตรีของคฤหาสน์กว้าง เพียงชั่วเวลาสั้นๆ แต่...ร่างงามกลับมิอาจห้ามแรงสะท้านที่แล่นผ่านสันหลังให้หนาวยะเยือกไปทั่วร่างได้...ความกังวลเข้ากอบกุมจิตใจของเขา และ...

3 วันหลังจากนั้น... 46 ห้องวังกลางก็ออกคำสั่งให้จับตัวนักโทษ...คุจิกิ ลูเคีย กลับมาพิพากษาทัณฑ์...

..

..

..

--ปัจจุบัน

ชายหนุ่มผมแดงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องประชุมใหญ่ของ 13 หน่วยพิทักษ์ นัยน์ตาสีเดียวกับเรือนผมกวาดมองไปรอบๆห้องอย่างวิตกเล็กๆ หัวหน้าของเขานั่งอยู่ก่อนแล้ว //วะ หวังว่าข้าคงมาทันเวลานะ// แต่เบียคุยะไม่ได้หันมามองทางเขาเลยแม้แต่นิด

.....

บรรยากาศภายในห้องประชุมดูจะตึงเครียดกว่าที่เคยเป็น แต่...นั่นก็ถือเป็นเรื่องปกติถ้าเทียบกับเหตุกบฏของไอเซ็นที่เพิ่งจะผ่านพ้นไป ที่โต๊ะประชุมมี 26 ที่นั่ง 13 สำหรับหัวหน้าหน่วย และอีก 13 สำหรับรองหัวหน้าหน่วย แต่ที่ฝั่งของหัวหน้าหน่วย ที่นั่งกลับว่างไป 3

นั่งสิ อาบาราอิ เสียงยามาโมโตะ เก็นริวไซ ชิเงคุนิ ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของ 13 หน่วยพิทักษ์สั่ง เร็นจิกวาดสายตามองรอบๆห้องอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้า และนั่งลงที่ข้างอิบะ ส่วนที่นั่งทางซ้ายของเขาที่เป็นของฮินาโมรินั้นว่าง เพื่อนสมัยเรียนของเขา ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ออกจากสถานพยาบาลของหน่วย 4 อาจจะเป็นเพราะ...นอกจากถูกทำร้ายทางร่างกายแล้ว จิตใจเองก็ได้รับความกระทบกระเทือนไม่น้อย ก็เพราะ...คนที่ทำร้ายเธอ ก็คือคนที่เธอเคารพรักที่สุด...ไม่ใช่ใครอื่น...

เอาล่ะ ในเมื่อมากันครบแล้ว ข้าก็ขอเข้าประเด็นเลยละกัน ยามาโมโตะกล่าวต่อไป เพราะว่าการทรยศของไอเซ็น ทำให้ 13 หน่วยพิทักษ์ของเราสูญเสียกำลังไปเป็นจำนวนมาก ไอเซ็นอาจจะไม่คิดจะเคลื่อนไหวอะไรตอนนี้ แต่พวกฮอลโลว์อาจจะเห็นว่าได้โอกาส เพราะฉะนั้น ข้าอยากให้พวกเจ้าจัดเวรยาม และตรึงกำลังป้องกันในเซเรย์เทย์ให้เข้มแข็ง

รับทราบ

หัวหน้าอุโนะฮานะ

คะ

ช่วงนี้หน่วย 4 คนต้องรับภาระหนักเป็นพิเศษหน่อยละนะ

ไม่เป็นไรค่ะ ข้าทราบดี

อีกเรื่อง... ยามาโมโตะว่า พลางชายตามองเหล่าหัวหน้าหน่วยทีละคน เพราะว่า ที่นั่งหัวหน้าหน่วยขาดไป 3 และเราจำเป็นต้องเสริมการป้องกันให้มั่นคง ข้าอยากให้พวกเจ้าคัดคนที่พวกเจ้าคิดว่าเหมาะสมที่จะมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยมาให้ข้า

อะฮ้า~~ ว่าแล้วว่าต้องพูดอย่างงี้ ชุนซุยว่า ถึงแม้สถานการณ์จะคร่ำเครียดแต่หัวหน้าหน่วยเจ้าสำราญก็ยังคงดูอารมณ์ดี แต่ข้าคงให้นานาโอะจังไปไม่ได้หรอก รองฯดีๆน่ะหายากออก~~

ที่ฝั่งที่นั่งของพวกรองหัวหน้าหน่วย อิเสะ นานาโอะส่งสายตาอาฆาตมาให้หัวหน้าเคียวราคุ ในขณะที่ฝั่งของทางหัวหน้าหน่วยเอง อุคิทาเกะก็แอบกระแอมเบาๆ

เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นในห้องประชุม เมื่อหัวข้อสนทนามีนัยหลักถึงการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่...

ข้า...

เมื่อเสียงๆหนึ่งดังขึ้น เสียงอื่นๆก็เงียบลง ทุกคนในห้องประชุมหันกลับไปมองผู้เอ่ย

ข้าขอเสนอ อาบาราอิ เร็นจิ ขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วย เบียคุยะกล่าว น้ำเสียงเรียบ

หา!!?

โครม!!!

เร็นจิลุกพรวดขึ้น เมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่คาดคิด เก้าอี้ตัวที่เขานั่งล้มลงกระแทกพื้นเสียงดังโครม

//ข้า...หูฝาดไปรึเปล่า//

TBC

Title: Moonlight Reflection

Fandom: Bleach

Pairing: Eventually Abarai Renji/Kuchiki Byakuya

Warning: Boy love, shounen-ai, possible yaoi in later chapters

Overall Rating: R (Rating might change)

Chapter Rating: PG-13

Moonlight Reflection

นานเท่าไรแล้ว...ที่ข้าได้แต่เฝ้าแหงนมองฟากฟ้า...

แผ่นฟ้า...ที่อยู่สูง...จนไม่อาจเอื้อมไปถึง...

ได้แต่...หมายปองจันทรา...ที่ไม่อาจไขว่คว้าได้...แม้เพียงเงา...

เพียงเพราะ...แม้แต่เงาของท่าน...ข้าก็ยังไม่กล้าเหยียบ...

Chapter II

Shadow of You

あなたの影は 密やかに
行くあての無い 毒針のように
私の歩みを縫いつける

あなたの光は しなやかに
給水搭を打つ 落雷のように
私の命の源を断つ


เงาของท่านเย็บย่างก้าวของข้าอย่างเงียบงัน
เหมือนดั่งเข็มพิษไร้ที่มา
แสงสว่างของท่านทำลายแหล่งกำเนิดชีวิตของข้าอย่างแช่มช้า
เหมือนดั่งสายฟ้าฟาดผ่าหอเก็บน้ำ


ราตรีเงียบงันไร้สิ้นสำเนียงเสียงใดๆ ราวกับพากับยอมศิโรราบแด่ความเงียบอันไม่มีวันตาย แม้แต่เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ วิหคนกกาก็พากันเงียบเสียง คงมีเพียงสายลมที่ไม่หยุดนิ่ง และโบกพัดสะบัดเล่นกับยอดหญ้า ให้ยอดสูงเอนลู่ล้มลงเป็นทิวแนว จันทรายังคงสว่างค้างอยู่บนฟ้า รัศมีเดือนเพ็ญเรืองรองกลบแสงดาวริบหรี่สิ้น และ...เบื้องหน้าประตูคฤหาสน์แห่งตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ที่ปิดสนิท เงาของบุรุษหนึ่งทอดทับกำแพงสีขาวประดุจมลทินเดียวบนความพิสุทธิ์

ลมเย็นค่ำคืนเริงเล่นกับเรือนผมสีเดียวกับโลหิตที่ถูกรวบไว้อย่างหลวมๆ ชายหนุ่มยกมือขึ้นเตรียมจะเคาะบานประตูใหญ่นั้น แต่กลับชะงักไว้เพราะความลังเล ชายหนุ่มหลับตาลง เหตุการณ์ในห้องประชุมก่อนหน้าปรากฏขึ้นในหัวสมองเป็นฉากๆ...